อึ้ง! เยาวชนเอี่ยวบัญชีม้า 6,500 บัญชี 'ดีอี' จี้ ธปท.ปิดรูรั่วใน 7 วัน หวั่นแก๊งไซเบอร์ดึงเด็กเป็นทางผ่านเงินสกปรก ขณะ ปปง.ชงคืนเงินเหยื่อ 4,000 ล้านภายในปีนี้
เมื่อวันที่ 7 พ.ค.69 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า การรับมือภัยไซเบอร์และการปราบปรามบัญชีม้ายังคงเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งยกระดับการทำงานให้ทันต่อรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยล่าสุดได้กำหนดประเภทบัญชีม้าเพิ่มเติมเป็นม้าน้ำตาล หรือบัญชีที่เหยื่อยังไม่รู้ตัวและยังไม่มีการแจ้งความ แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเข้าข่ายเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการมิจฉาชีพ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีเงินอยู่ในระบบที่ถูกอายัดไว้รวมกว่า 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในเส้นเงิน 4,184 ล้านบาท และนอกเส้นเงิน 4,177 ล้านบาท
นายไชยชนก กล่าวว่า เดิมการจัดกลุ่มบัญชีม้ามีทั้ง ม้าดำ คือ บัญชีที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ม้าเทาเข้ม คือ บัญชีที่ถูกแจ้งความแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินคดี และ ม้าเทาอ่อน คือบัญชีที่ถูกแจ้งไปยังธนาคารแล้ว แต่อยู่ระหว่างรอการแจ้งความ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกลุ่มม้าน้ำตาลจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นความเสี่ยงได้รอบด้านมากขึ้น โดยกลุ่มนี้เป็นบัญชีที่ยังไม่มีการแจ้งความ ไม่มีการแจ้งธนาคาร และในหลายกรณีผู้เสียหายอาจยังไม่รู้ตัวว่าเงินของตนถูกโอนผ่านไปยังบัญชีดังกล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลบัญชีม้าทุกกลุ่มจะถูกส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการเฝ้าระวังและป้องกันความเสียหาย โดยจะขยายการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังกลุ่มหน่วยงานและผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทางย้ายเงินของมิจฉาชีพเพิ่มเติม เช่น บริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินตรา สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ร้านทอง รวมถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมตรวจสอบกรณีบริษัทนอมินี เนื่องจากเมื่อภาครัฐเข้มงวดกับเส้นทางการเงินหนึ่ง กลุ่มมิจฉาชีพมักจะหันไปใช้ช่องทางอื่นแทน จึงจำเป็นต้องปิดช่องโหว่ให้ครอบคลุมทั้งระบบ
นายไชยชนก กล่าวว่า การเปิดเผยรายชื่อบัญชีม้าในปัจจุบันยังเป็นลักษณะประกาศปิด ไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเห็นชื่อบุคคลโดยตรง แต่เป็นการส่งข้อมูลให้เฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่และมีบริบทเกี่ยวข้องตามกฎหมายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังมีการหารือถึงข้อดีและข้อเสียของการประกาศรายชื่อบางส่วนต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีที่พิสูจน์ชัดแล้วว่ามีความผิด แต่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งในมิติประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อครอบครัว ญาติ และประเด็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA
สำหรับจำนวนบัญชีม้าล่าสุด มีข้อมูล ณ สิ้นเดือน มี.ค.69 มีรายชื่อบัญชีม้ารวม 246,000 รายชื่อ แบ่งเป็น ม้าดำ 100,100 รายชื่อ ม้าเทาเข้ม 119,200 รายชื่อ และม้าเทาอ่อนประมาณ 26,700 รายชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อยกระดับการจัดการจากระดับบัญชี เป็นระดับบุคคล พบว่า 246,000 รายชื่อดังกล่าวเชื่อมโยงกับบัญชีรวมถึง 3.56 ล้านบัญชี หรือเฉลี่ยมากกว่า 10 บัญชีต่อ 1 รายชื่อ ขณะที่บัญชีที่ถูกระงับแล้วรวม 3.56 ล้านบัญชี แบ่งเป็นม้าดำ 829,200 บัญชี ม้าเทาเข้ม 750,800 บัญชี ม้าเทาอ่อน 465,800 บัญชี และม้าน้ำตาล 1,519,800 บัญชี
นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนเงินที่ถูกอายัดไว้ หากเป็นเงินที่ไม่ปะปน หรือเห็นชัดว่าเป็นเงินของผู้เสียหายที่ถูกโอนเข้ามาและสามารถตรวจสอบได้ทันที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการคืนให้เร็วที่สุด แต่หากเป็นเงินที่ปะปนกับธุรกรรมอื่น หรือถูกโอนผ่านหลายทอดจากการหลอกลวงหลายคดี จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อคืนเงินให้ตรงตัวผู้เสียหายมากที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่บัญชีบางส่วนอาจมีเงินสุจริตปะปนอยู่ด้วย เช่น เจ้าของบัญชีถูกซื้อบัญชีไปใช้เป็นบัญชีม้า แต่ยังมีรายได้จากอาชีพสุจริตอยู่ในบัญชี หรือกรณีเงินจากบัญชีม้าไหลไปชำระค่าสินค้าและบริการของบุคคลสุจริต ซึ่งจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาชี้แจง หากมีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าเป็นเงินบริสุทธิ์ ก็จะเร่งปลดอายัดและคืนเงินให้เร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน นายไชยชนกได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งหาแนวทางปิดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้บัญชีเยาวชนอายุ 12-18 ปีเป็นบัญชีม้า แม้ปัจจุบันบัญชีม้าเยาวชนจะมีประมาณ 6,500 บัญชี ซึ่งยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับบัญชีม้าทั้งระบบ 3.56 ล้านบัญชี แต่ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจกลายเป็นช่องทางใหม่ของขบวนการหลอกลวง โดยเบื้องต้นคาดว่า ธปท. จะสรุปแนวทางได้ภายใน 7 วัน
ด้าน น.ส.ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า บัญชีเยาวชนเป็นบัญชีที่มีอยู่แล้วในระบบ เช่น บัญชีออมสิน บัญชีธนาคารโรงเรียน หรือบัญชีที่เปิดเพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและการออมของเด็ก อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่ามีบัญชีเยาวชนถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้ามากขึ้น และบางกรณีมีการหลอกลวงเด็กถึงในโรงเรียน จึงจำเป็นต้องวางมาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการปิดช่องมิจฉาชีพกับการไม่สร้างภาระให้เด็กและครอบครัวจนเกินสมควร
ทั้งนี้ แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาอาจมีหลายรูปแบบ เช่น การจำกัดวงเงินโอนหรือถอนต่อวัน เพื่อทำให้บัญชีเยาวชนไม่ดึงดูดขบวนการซื้อบัญชีม้า การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในบางช่วงอายุ หรือการทำระบบติดตามพฤติกรรมธุรกรรมที่ผิดปกติ อย่างไรก็ดี ธปท.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะไม่ต้องการให้มาตรการดังกล่าวกระทบต่อเด็กที่ใช้บัญชีอย่างถูกต้อง หรือทำให้เด็กขาดโอกาสเรียนรู้เรื่องการออมและวินัยทางการเงิน
นายไชยชนกยังกล่าวถึงความคืบหน้าด้านกฎหมายว่า ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การคืนเงินให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้วภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุง ได้ถูกเสนอไปยังราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน ซึ่งจะทำให้กระบวนการคืนเงินผู้เสียหายมีความรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
ขณะที่ นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาพรวม ตั้งแต่เดือน ต.ค.66 จนถึงปัจจุบัน มีการยึดทรัพย์สินไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการยึดทรัพย์กว่า 2,000 ล้านบาท การร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินประมาณ 17,000 ล้านบาท และการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้เสียหายประมาณ 2,000 คน ตามกฎหมาย ปปง. ซึ่งได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากตำรวจและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
นายวิทยา กล่าวว่า ในส่วนของกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคืนทรัพย์ชดใช้ให้ผู้เสียหาย ครม.ได้เห็นชอบแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้ลงนามส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยกฎกระทรวงดังกล่าวจะมีระยะเวลา 90 วันก่อนมีผลบังคับใช้ ระหว่างนี้ หากเป็นเงินที่ไม่ปะปนและมีความชัดเจนก็สามารถเร่งดำเนินการได้ แต่ในส่วนที่เงินปะปนหรือมีความซับซ้อน จะต้องกำหนดมาตรการที่แม่นยำเพื่อให้การชดใช้คืนตรงกับผู้เสียหายจริง
"เงินที่ถูกอายัดตามมาตรการต่างๆ ทั้งในเส้นเงินและนอกเส้นเงิน อยู่ภายใต้การดูแลตามกฎหมาย โดยเงินยังอยู่ในธนาคารต่างๆ ที่ถูกอายัดไว้ ทั้งนี้ คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการคืนเงินประมาณ 4,000 ล้านบาทซึ่งเป็นส่วนที่มีความชัดเจนได้ ขณะที่ส่วนที่มีการปะปนจะต้องหารือให้ตกผลึกเพื่อให้กระบวนการคืนเงินมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย" นายวิทยา กล่าว
นอกจากนี้ นายวิทยายังกล่าวถึงการยกระดับกฎหมายฟอกเงินว่า ปปง.มีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้ยืนยันร่างและส่งกลับไปยังสภา โดยสาระสำคัญคือการกำหนดความผิดมูลฐานเพิ่มเติม เช่น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกรณีนอมินี เพื่อให้ ปปง.สามารถดำเนินการได้โดยตรงมากขึ้น ไม่ต้องพิจารณาผ่านฐานความผิดอื่นที่อาจซับซ้อนเกินไป อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงประเด็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง หรือ Beneficial Owner ซึ่งมีผลต่อการประเมินมาตรฐานของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยรัฐมนตรีดีอีสนับสนุนให้ผลักดันกฎหมายนี้ให้มีความคืบหน้าและประกาศใช้ให้ได้ภายในปีนี้
พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปราบปรามบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตำรวจจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องได้กว่า 7,000 คดี มีผู้ต้องหากว่า 8,000 คน ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับ ปปง. สามารถยึดอายัดเงินและทรัพย์สินได้รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่งผลให้สถิติความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมก่อนเดือน ต.ค.68 มีความเสียหายเฉลี่ยวันละ 70-80 ล้านบาท เหลือประมาณวันละ 40-50 ล้านบาท
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า กรณีผู้สุจริตได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี เนื่องจากเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพบางครั้งไหลไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือธุรกรรมปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องอายัดตามเส้นเงินก่อน เมื่อผู้ได้รับผลกระทบนำเอกสารหลักฐานเข้ามาชี้แจง ศูนย์ที่เกี่ยวข้องจะเร่งพิจารณาปลดอายัดให้เร็วที่สุด โดยบางกรณีอาจใช้เวลาเพียง 1-2 วัน หรือหากหลักฐานครบถ้วนก็อาจเร็วกว่านั้น ทั้งนี้ ได้รับนโยบายให้เร่งรัดการปลดล็อกผู้บริสุทธิ์ให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการปราบปราม
ด้าน นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการส่วนกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ด้านมาตรการเกี่ยวกับซิมโทรศัพท์ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงาน กสทช. ในการยกระดับการยืนยันตัวตน (KYC) ไม่เฉพาะการเปิดเบอร์ใหม่เท่านั้น แต่รวมถึงการใช้บริการอื่นของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น การซื้อแพ็กเกจ SMS เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงประชาชน ขณะเดียวกัน กสทช.ได้ดำเนินการกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่พบการกระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางปกครองในขั้นที่ 2 คือการปรับ โดยกระบวนการมี 3 ขั้น ได้แก่ การเตือน การปรับ และการยุติการให้บริการ หากยังพบการกระทำผิดซ้ำ ก็สามารถยกระดับไปสู่การระงับบริการได้
นายสุธีระ กล่าวว่า มาตรการตรวจสอบและทำความสะอาดข้อมูลซิม หรือ Cleansing เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของการลงทะเบียนซิมที่มีอยู่กว่า 100 ล้านเลขหมาย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเบอร์ใหม่ที่ต้องตรวจสอบภายใน 7 วัน กลุ่มซิมที่ลงทะเบียนในปี 2567 ซึ่งพบว่าถูกนำไปใช้กระทำผิดจำนวนมาก และกลุ่มซิมเดิมทั้งหมดที่เหลือ ซึ่งต้องตรวจสอบซ้ำว่าผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานจริงหรือไม่ หากข้อมูลไม่ชัดเจน ผู้ให้บริการจะต้องประสานให้ผู้ถือซิมเข้ามายืนยันตัวตนอีกครั้ง โดยเดิมกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 แต่ขณะนี้รัฐมนตรีดีอีได้กำชับให้เร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนกำหนด
ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพ ยังกล่าวถึงปัญหาซิมบ็อกซ์ตามแนวชายแดนว่า ตำรวจสามารถจับกุมซิมบ็อกซ์ภายในประเทศได้แล้วจำนวนมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังมีซิมบ็อกซ์ที่ตั้งอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและเกาะสัญญาณจากฝั่งไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน เช่น สระแก้ว จึงมีแนวทางใหม่ในการทำระบบลงทะเบียนผู้ใช้งานในพื้นที่หรือ Whitelist เพื่อแยกผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนในพื้นที่จริงออกจากซิมที่ถูกใช้โดยขบวนการหลอกลวงข้ามแดน มาตรการดังกล่าวจะคล้ายกับการล็อกอินเพื่อใช้สัญญาณในพื้นที่เฉพาะ ทำให้สามารถจำกัดการใช้งานของซิมบ็อกซ์ที่อยู่นอกประเทศแต่พยายามเกาะสัญญาณไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


