ผลวิจัยล่าสุดจากเอคเซนเชอร์ (Accenture) ระบุชัด องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการทดลอง สู่การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานจริงในระดับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ พบผู้นำธุรกิจกว่า 3 ใน 4 มองเห็นศักยภาพของ AI ในการขับเคลื่อนรายได้ มากกว่าเป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน พร้อมเน้นย้ำว่า "การทรานส์ฟอร์มบุคลากร" คือกุญแจสำคัญที่สุดในการสเกลเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ
รายงานวิจัย Pulse of Change ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง (C-suite) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนภาพการตื่นตัว โดยพบว่า 86% ของผู้บริหารมีแผนเพิ่มงบลงทุนด้าน AI ในขณะที่ 77% เริ่มนำ AI Agent เข้ามาใช้งานแล้ว และมีถึง 29% ที่ประยุกต์ใช้ AI ครอบคลุมหลากหลายกระบวนการทางธุรกิจ
จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือ ผู้นำองค์กรถึง 76% เชื่อมั่นว่าบทบาทหลักของ AI คือการสร้างการเติบโตของรายได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังมองหาผลตอบแทน (ROI) เชิงรุก มากกว่าแค่นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดรายจ่ายเพียงอย่างเดียว
ในอนาคตเมื่อการใช้งานขยายวงกว้างขึ้น ความท้าทายจึงตกไปอยู่ที่การวางโครงสร้างพื้นฐานและธรรมาภิบาล โดยข้อมูลเสริมจากงานวิจัยด้าน Sovereign AI ของเอคเซนเชอร์ยังพบว่า 62% ขององค์กรในภูมิภาคนี้ เตรียมเพิ่มการลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์แบบพึ่งพาตนเอง (Sovereign AI) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านอธิปไตยของข้อมูล
อย่างไรก็ตาม "คน" ยังคงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ งานวิจัยด้านแนวโน้มบุคลากรระบุว่า 41% ของผู้บริหารระดับสูง ยกให้ความพร้อมและการพัฒนาทักษะ (Upskilling) เป็น "ช่องว่าง" ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งในการขยายผลการใช้ AI ทำให้องค์กรต้องเร่งลงทุนด้าน Talent Transformation ควบคู่ไปกับการวางระบบ
เรียวจิ เซคิโดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของเอคเซนเชอร์ ให้มุมมองว่า ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาด ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะไม่เพียงแค่นำเครื่องมือ AI มาใช้ แต่จะลงทุนอย่างรอบด้าน ทั้งบุคลากร การออกแบบกระบวนการใหม่ และปรับโมเดลการทำงาน
"การเร่งใช้ AI Agent เป็นสัญญาณที่ดี แต่องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างเอเจนต์เพื่อรองรับทุกเรื่อง ผู้บริหารควรมี วินัย ในการใช้งาน โดยเลือกใช้ในจุดที่สร้างผลกระทบสูงสุด หรือจุดที่มีการตัดสินใจสำคัญ เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่แท้จริง"
วิเว็ก ลูทรา หัวหน้าฝ่าย AI & Data ประจำภูมิภาคฯ เสริมว่า บริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดคือบริษัทที่เริ่ม ออกแบบบทบาทงานใหม่ เพื่อให้พนักงานและ AI สามารถเรียนรู้และทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อในสภาพแวดล้อมจริง
สำหรับกรณีศึกษาที่น่าใจในหลากหลายอุตสาหกรรม มีทั้ง One New Zealand ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นงานประจำวัน เปิดตัวโครงการฝึกอบรม "Ka Tika" เพื่อการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ พร้อมตั้ง "AI School" ให้พนักงานได้ลงมือใช้เครื่องมืออย่าง Copilot จริง ส่งผลให้พนักงานบริหารจัดการเครือข่ายได้ชาญฉลาดขึ้นและส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้ลูกค้า
ส่วน UOB ขยายการใช้ Generative AI และ Agentic AI ไปทั่วทั้งองค์กร โดยเน้นความน่าเชื่อถือผ่านกลไกตรวจสอบโดยมนุษย์ (Human-in-the-loop) ธนาคารได้จัดทำโครงการอย่าง "Build Your Own Bot" ควบคู่ไปกับการตั้งศูนย์ AIDA ร่วมกับรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ เพื่อสร้างทักษะที่พร้อมรองรับความเข้มงวดด้านกฎระเบียบของภาคการเงิน
ขณะที่ Dabur India ผสานศาสตร์อายุรเวทเข้ากับ Data ผ่านเครื่องมือ "Dabur GPT" ที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ระยะแรกเพื่อเป็น "เพื่อนคู่คิด" ของพนักงาน สร้างกลุ่มผู้นำ AI (AI Champion) ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจตั้งแต่ระบบซัพพลายเชนไปจนถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์มากกว่าแค่การเพิ่มผลิตภาพ
ทิศทางเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ยุคต่อไปของการทำธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครมี AI ที่เก่งกว่า แต่คือใครสามารถหลอมรวม AI เข้ากับ "คน" และ "กระบวนการทำงาน" ได้สมบูรณ์แบบและตอบโจทย์ธุรกิจได้มากที่สุด


