xs
xsm
sm
md
lg

'สุภิญญา' ลุ้น 8 พ.ค.69 ปลดล็อกปัญหา ประธาน กสทช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'สุภิญญา' จับตา 8 พ.ค.69 วุฒิสภานัดกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม วินิจฉัยคุณสมบัติประธาน กสทช. หลังข้อร้องเรียนค้างกว่า 3 ปี กระทบผู้บริโภคหนัก ทั้งปมควบรวมมือถือ และอุตสาหกรรมทีวีไทยไร้ทิศทาง

ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายธุรการ ได้มีหนังสือเชิญคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดเดิม เข้าร่วมประชุมในวันที่ 8 พ.ค.69 เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นต่อข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสถานะและคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. นั้น ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาอีกครั้งในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญขององค์กรกำกับดูแลคลื่นความถี่ โทรคมนาคม และกิจการโทรทัศน์ของประเทศ หลังข้อร้องเรียนดังกล่าวค้างคามานานกว่า 3 ปี และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร รวมถึงทิศทางการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้บริโภคจำนวนมาก

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช.เปิดเผยว่า การนัดประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมในวันที่ 8 พ.ค.69 ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะปลดล็อกปัญหาค้างคา และทำให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสถานะและคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังทำให้การกำกับดูแลทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและกิจการโทรทัศน์ขาดทิศทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดสื่อสารไทยเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้าน ตั้งแต่โครงสร้างตลาดโทรศัพท์มือถือที่เหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย การกำกับดูแลบริการรับชมรายการผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ OTT ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการผลิตเนื้อหารายการ ซึ่งล้วนต้องการองค์กรกำกับดูแลที่เข้มแข็ง รอบคอบ และตัดสินใจได้อย่างมีน้ำหนัก

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า การประชุมกรรมการสรรหาฯ ครั้งนี้เป็นเดิมพันสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยที่มีอายุกว่า 70 ปี รวมถึงความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ จึงต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจเพื่อยุติปัญหาที่ยืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี สำนักงาน กสทช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ยังเห็นว่า วุฒิสภาควรพิจารณาการแก้ไขพระราชบัญญัติ กสทช. เพื่อทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตและป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการกำกับดูแลซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงกำหนดประชุมวันที่ 8 พ.ค.69 แหล่งข่าวจากรัฐสภาระบุว่า มีกระแสข่าวเกี่ยวกับความพยายามกดดันไม่ให้การประชุมเกิดขึ้น โดยมีการกล่าวอ้างถึงการเสนอค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนสูง เพื่อแลกกับการไม่เข้าร่วมประชุมของกรรมการสรรหาบางราย โดยเฉพาะกรรมการที่เกษียณอายุไปแล้ว เนื่องจากไม่ต้องถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้ว ทั้งนี้ กระแสดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ และยังไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบใด

ทั้งนี้ ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ความครบถ้วนขององค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากกรรมการบางรายเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หรือได้รับมอบหมายในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ต่อมาบางรายพ้นจากตำแหน่งเดิมหรือเกษียณอายุไปแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ยังสามารถเข้าร่วมการหารือหรือให้ความเห็นได้หรือไม่ หากไม่สามารถจัดองค์ประชุมให้ครบได้ การพิจารณาประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. ก็อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และจะทำให้ปมปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไปอีก

สำหรับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือเชิญเพื่อสอบถามความเห็นครั้งนี้ เป็นชุดเดียวกับที่ทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการ กสทช. เมื่อปี 2564 ประกอบด้วยตัวแทนจาก 7 องค์กรอิสระ ได้แก่ ตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญ คือ นายนภดล เทพพิทักษ์ ตัวแทนศาลฎีกา คือ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ตัวแทนศาลปกครองสูงสุด คือ นายวิษณุ วรัญญู ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. คือ นายณรงค์ รัฐอมฤต ตัวแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คือ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย คือ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในขณะนั้น

ในส่วนของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว อีกทั้งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายวิทัย รัตนากร จะต้องเข้าร่วมประชุมตามตำแหน่งแทน โดยถือเป็นแนวทางเดียวกับรูปแบบที่ปฏิบัติในการสรรหากรรมการอิสระในองค์กรอื่น

ในทางกฎหมาย มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา หรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุด ดังนั้น การสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมจึงถูกมองว่ามีฐานทางกฎหมายรองรับ อีกทั้งยังเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและยังคงผูกพันอยู่ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ขณะเดียวกัน ตามหมายประชุมของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในวาระดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าเป็นวาระลับแต่อย่างใด โดยการวินิจฉัยของกรรมการสรรหาจะใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 15/1 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ทำให้การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาทั้งในเชิงกฎหมายและความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณา

สำหรับประเด็นคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ นั้น ข้อเท็จจริงที่เคยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการไอซีทีของวุฒิสภาชุดก่อน ระบุว่า มีประเด็นเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติ เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่อาจขัดต่อมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานการลาออก หรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ก่อนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว กฎหมายให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิในการเข้ารับการแต่งตั้ง และต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ โดยผู้ที่ถูกถือว่าสละสิทธิจะไม่สามารถเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ได้ และให้ถือว่าไม่เคยเป็นกรรมการมาเลย

อย่างไรก็ดี หากที่ประชุมมีความเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติจริง ย่อมอาจนำไปสู่คำถามสำคัญตามมาเกี่ยวกับมติต่างๆ ที่ได้ลงมติไว้ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งในฐานะกรรมการและประธาน กสทช. ว่าจะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เพียงใด โดยเฉพาะมติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ และประโยชน์ของผู้บริโภคในวงกว้าง

ดังนั้น หากการประชุมหรือการหารือในวันที่ 8 พ.ค.69 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. ก็มีแนวโน้มจะยังค้างอยู่ในทางปฏิบัติต่อไป และอาจส่งผลโดยตรงไปถึงฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเสนอแต่งตั้งกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 คน และในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามว่าเข้าข่ายเพิกเฉยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรืออาจนำไปสู่ประเด็นด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้ด้วย ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาภายในองค์กร กสทช. เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบความรับผิดชอบของกลไกรัฐต่ออนาคตการกำกับดูแลสื่อสารไทยทั้งระบบ.