xs
xsm
sm
md
lg

Sirisoft จากบริษัทซอฟต์แวร์ไทย สู่ SI ที่มีพันธมิตรระดับโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ไทยที่เติบโตมาท่ามกลางความท้าทายจากต่างชาติ กลายเป็นพื้นที่และพิสูจน์ศักยภาพของ Sirisoft (สิริซอฟต์) ที่มีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ ก่อนผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 8 ปี และต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการ SI ที่มีพันธมิตรระดับโลก

ชื่อของบริษัท Sirisoft เกิดจากการผสมคำระหว่าง "สิริ" ที่แปลว่า ความดีงาม และ "ซอฟต์แวร์" เมื่อนำมารวมกันกลายเป็นความหมายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า "บริษัทซอฟต์แวร์ที่ดี” ซึ่งเริ่มต้นจาก Pain Point สำคัญว่า ซอฟต์แวร์ต่างชาติหลายตัวไม่สามารถปรับแต่ง ให้ตอบโจทย์การทำงานของธุรกิจไทยได้ผนวกกับความเชื่อมั่นว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีความเก่งและสามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับโลกได้

เดชพล แหลมวิไล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและกลยุทธ์องค์กร บริษัท สิริซอฟต์ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลถึงการนำบริษัทเข้า IPO ว่า มีเป้าหมายหลักอยู่ 2 ส่วนคือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust & Credibility) ลูกค้าหลักของ Sirisoft คือกลุ่ม BFSI (Banking, Financial Services and Insurance) ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ การเป็นบริษัทมหาชนช่วยการันตีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล (Corporate Governance) และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าระดับ Enterprise

ส่วนที่ 2 คือการปรับโครงสร้างสู่ Recurring Income เนื่องจากเงินระดมทุนถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการรับงาน SI และพัฒนาซอฟต์แวร์ตามโปรเจกต์ สู่การเป็น “ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” ให้องค์กรธุรกิจที่ต้องการเข้ามาเลือกใช้งาน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงในระยะยาว

“สิ่งที่ทำให้ Sirisoft โดดเด่นคือการให้บริการแบบ End-to-End Service ไม่ได้ผูกกับเทคโนโลยีของค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า พร้อมความสามารถในการนำโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการต่างๆ มาเชื่อมเข้ากับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนสูง ให้ออกมาเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง”

ยุคของ Data Residency แข่งขันผ่าน Local Cloud

ในมุมของโครงสร้างพื้นฐาน ทาง Sirisoft ได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง AIS Cloud ที่ให้บริการในลักษณะของ Local Cloud ทำให้เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการขยายระบบ (Scale) รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ (Data Residency) ในยุคที่ Geopolitics ส่งผลต่อเทคโนโลยี การมี "อธิปไตยทางข้อมูล" เป็นเรื่องความมั่นคงระดับประเทศ

โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และข้อมูลทางการเงิน ที่หน่วยงานอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังผลักดันเรื่อง Data Governance การใช้ Local Cloud จึงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ เช่นเดียวกับเทรนด์ของลูกค้าองค์กรในปัจจุบันยังมุ่งไปที่ระบบ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการ Public Cloud รายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียว

ประยุกต์ใช้ AI เพิ่มโอกาส-ความเร็ว เข้าสู่ตลาด

แน่นอนว่า เมื่อสภาพเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคที่เติบโตช้าและการแข่งขันเรื่องราคาดุเดือดมากขึ้น สิ่งที่ทำให้บริษัทยังสามารถรักษาผลประกอบการ และเพิ่ม Productivity ได้คือการนำ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย ที่ภายใน Sirisoft เริ่มมีการปรับใช้แล้ว อย่างในเรื่องของงานเอกสาร จากเดิมที่เคยใช้เวลา 2 สัปดาห์ ปัจจุบันลดเหลือเพียง 2-3 วัน

ขณะที่กระบวนการเขียนโค้ด หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องใช้นักพัฒนาจำนวนมากในทุกๆ Tech Stack แต่ปรับโมเดลมาใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดเบื้องต้น แล้วให้ Senior Developer ที่มีความเชี่ยวชาญทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ช่วยลดต้นทุนทรัพยากรบุคคลและเพิ่มความเร็วในการส่งมอบงานได้อย่างมหาศาล

สร้าง "คน" ผ่าน Ecosystem สไตล์ Sirisoft

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของซอฟต์แวร์คือ "คน" Sirisoft จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Ecosystem ของนักพัฒนาไทยมาตั้งแต่ปี 2018 ผ่านการจัดเวที Hackathon ร่วมกับมหาวิทยาลัยซึ่งพนักงานระดับ Team Lead หลายคนในปัจจุบันก็เติบโตมาจากเวทีเหล่านั้น รวมถึงในปี 2023 บริษัทยังได้ร่วมมือกับ กทม. ในการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ประลองไอเดียเพื่อพัฒนาเมือง

พร้อมกันนี้ เดชพล ยังได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ว่า ต้องเริ่มจากค้นหาความเก่งหรือจุดเด่นให้เจอ ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ได้ลึกที่สุด

ตามด้วยการที่โลกในยุคปัจจุบันการสร้างโซลูชันให้แก่ลูกค้าต้องประกอบด้วยจิ๊กซอว์หลายๆ ชิ้น มาต่อเข้าด้วยกัน และแต่ละด้านจะมีคนที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้เก่งที่สุดในด้านนั้นๆ เข้าไปทำงานร่วมกันในลักษณะของพาร์ทเนอร์ให้เกิด Co-creation เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนดีกว่า

ซอฟต์แวร์ไทยจะไปไกลในระดับโลก ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถของนักพัฒนา แต่ขึ้นอยู่กับ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ต้องมั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโต AIS Infinite SMEs ที่ขับเคลื่อนด้วย 3 เชื่อม—ตลาด พันธมิตร และเทคโนโลยี—จึงเข้ามาช่วยให้ Tech SMEs เข้าถึง digital infrastructure ของ AIS ได้อย่างเป็นระบบ

เมื่อมี infrastructure ที่พร้อมใช้งาน ภาระหลังบ้านจะลดลงอย่างมาก ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการสร้าง innovation และ solution ที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง พร้อมกันนั้น การเชื่อมพันธมิตรยังช่วยสร้าง ecosystem ที่แข็งแรง ยกระดับขีดความสามารถให้ซอฟต์แวร์ไทยแข่งขันได้ในระดับสากล

สุดท้าย เมื่อซอฟต์แวร์ที่ดีอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช่ โอกาสในการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและการเติบโตในเวทีโลกก็จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการ AIS Infinite SMEs ทิ้งท้าย