xs
xsm
sm
md
lg

'ETDA' ปลุกเอสเอ็มอีไทย ใช้ AI ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'ETDA' เปิดเกมรุก ดัน 'SMEs Growth 2026' ปลุกเอสเอ็มอีไทยพ้นกับดัก Digital Follower ใช้ AI-ดิจิทัลลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย ปูพรม 16 จังหวัด ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท

นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าในภาพรวมยังใช้เทคโนโลยีได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยผลสำรวจสถานะการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ Digital Maturity Index Survey ปี 2568 ของ ETDA พบว่า ความพร้อมด้านดิจิทัลของเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ 2.45 จาก 4.00 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.81% จากเดิม 2.36 คะแนน แต่ยังอยู่ในระดับ Digital Follower หรือกลุ่มที่เริ่มใช้เทคโนโลยีแล้วบางส่วน แต่ยังไม่สามารถนำดิจิทัลไปสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดหรืออุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พูดคุยเชิงลึกกับเอสเอ็มอีใน 4 ภูมิภาค ETDA พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน เช่น การใช้ Social Media เพื่อสื่อสารกับลูกค้า หรือระบบ POS เพื่อรองรับการขาย ขณะที่การนำดิจิทัลไปใช้กับ Core Business ซึ่งเป็นหัวใจของการยกระดับธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่มากพอ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ยอดขาย และสต๊อกสินค้า การปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

"เอสเอ็มอีไทยไม่ได้ขาดความสนใจต่อเทคโนโลยีเหมือนในอดีต แต่ยังติดอยู่กับข้อจำกัดสำคัญ ทั้งเรื่องการตัดสินใจ ความไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด และการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น การแข่งขันรุนแรงขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือเสริม แต่กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ผู้ประกอบการต้องใช้เพื่อความอยู่รอดและการเติบโต" นายมีธรรม กล่าว


ETDA เปิดเกม SMEs Growth

ด้วยเหตุนี้ ETDA จึงเดินหน้าโครงการ "SMEs Growth 2026" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยโครงการดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย "10 Plus ของรัฐบาล" ด้านที่ 8 เรื่อง AI Technology ซึ่งมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกพลิกฟื้นเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

สำหรับโครงการ SMEs Growth 2026 ETDA จับมือพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ มาตรการสนับสนุน เงินทุน และผู้เชี่ยวชาญให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ในคราวเดียว

"เป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรม Roadshow แต่เป็นการสร้างระบบสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเห็นภาพปัญหาของตัวเองชัดขึ้น เลือกเทคโนโลยีได้เหมาะสมขึ้น และนำไปใช้จริงจนเกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทั้งในมุมของการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และยกระดับทักษะของผู้ประกอบการให้เปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากขึ้น" นายมีธรรม กล่าว


ปักหมุดมูลค่า 500 ล้านบาท

สำหรับโครงการ SMEs Growth 2026 ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท หลังจากช่วงปี 2567–2568 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้แล้ว 639 ล้านบาท ขณะที่จำนวนเอสเอ็มอีไทยในปี 2568 อยู่ที่ 3.3 ล้านราย สะท้อนว่าเอสเอ็มอียังเป็นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศโดยตรง

นายมีธรรม กล่าวว่า หากต้องเลือกกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในการขยับตัวได้เร็ว กลุ่มที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการขนาดเล็กที่กำลังจะขยับไปสู่ขนาดกลาง และผู้ประกอบการขนาดกลางที่มีแนวโน้มจะเติบโตไปมากกว่านั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานธุรกิจอยู่แล้ว แต่ยังติดข้อจำกัดบางด้าน เช่น เงินทุน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดขาย

ดังนั้น หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ มาตรการสนับสนุน เครื่องมือดิจิทัล แหล่งเงินทุน และผู้เชี่ยวชาญได้อย่างถูกจุด ก็มีโอกาสขยายธุรกิจได้เร็วกว่าเดิม และสามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ETDA ยังให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีทุกระดับ เพราะแต่ละกลุ่มมีจังหวะการเปลี่ยนผ่านแตกต่างกัน เพียงแต่กลุ่มที่มีความพร้อมระดับกลางค่อนไปทางสูงอาจเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้เห็นผลได้เร็วกว่า


ปูพรม 16 จังหวัดทั่วไทย

ในปี 2569 ETDA จะขยายพื้นที่ดำเนินงาน SMEs Growth 2026 ครอบคลุม 4 ภูมิภาค รวม 16 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ขอนแก่น บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และอุดรธานี ภาคตะวันออก ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี และภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และกระบี่

ทั้งนี้ การคัดเลือกพื้นที่ดังกล่าวพิจารณาจากข้อมูลหลายมิติ ทั้งผลสำรวจ Digital Maturity Index จำนวนเอสเอ็มอีในพื้นที่ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด โอกาสการเติบโตของธุรกิจ ทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ รวมถึงความพร้อมของเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ เช่น Depa, สสว. และ SME D Bank

โครงการนี้จะมุ่งเน้น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ การค้า การบริการ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม และธุรกิจภาคอุตสาหกรรมหรือการผลิต เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในพื้นที่ และสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างชัดเจน


ดิจิทัลพื้นฐานยังไม่พอ

นายมีธรรม กล่าวว่า แม้เอสเอ็มอีจำนวนมากเริ่มใช้ดิจิทัลแล้ว แต่ปัญหาคือการใช้งานจำนวนมากยังจำกัดอยู่ที่เครื่องมือพื้นฐาน ขณะที่ธุรกิจยังไม่ได้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับกระบวนการหลักอย่างจริงจัง เช่น การบริหารสต๊อก การวิเคราะห์ยอดขาย การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หรือการวางกลยุทธ์จากข้อมูลที่มีอยู่

นอกจากนี้ ความยากของการยกระดับเอสเอ็มอียังอยู่ในหลายมิติ โดยเฉพาะด้าน Data Analytic หรือการเก็บข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งถือเป็นด้านที่เอสเอ็มอีไทยยังมีคะแนนต่ำที่สุด ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มรู้แล้วว่าข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเก็บอย่างไร หรือบางรายดำเนินธุรกิจมานานโดยไม่ได้ออกแบบระบบข้อมูลไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อต้องขยายกิจการหรือปรับตัวสู่ดิจิทัลกลับต้องรื้อระบบใหม่จำนวนมาก

"ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับระบบภายใน เพราะหากธุรกิจอยู่ในช่วงเติบโตสูง การเปลี่ยนแปลงระบบอาจกระทบการดำเนินงานมากกว่า ในทางกลับกัน ช่วงที่ธุรกรรมบางส่วนชะลอลงอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการทบทวนระบบเดิม ปรับฐานข้อมูล และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต" นายมีธรรม กล่าว


AI ทางรอดยุคต้นทุนสูง

นายมีธรรม กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองหาเครื่องมือเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขาย อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์การเพิ่มยอดขายอาจทำได้ยากกว่า การลดต้นทุนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ทันทีผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ตัวอย่างสำคัญคือการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลให้ดีขึ้น เพื่อลดปัญหา Overstock บริหารสต๊อกได้แม่นยำขึ้น ทำระบบ CRM เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น เพิ่มโอกาสซื้อซ้ำ และใช้เครื่องมือดิจิทัลลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน AI เริ่มถูกมองว่าเป็นทางรอดมากกว่าทางเลือก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนได้จริง โดยเฉพาะงานด้าน Digital Marketing ที่เดิมผู้ประกอบการรายเล็กอาจต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเดือนละหลายพันบาท

"ยกตัวอย่างธุรกิจโรงแรมหรือโฮสเทลขนาดเล็กที่มีห้องพักเพียง 4-5 ห้อง หากสามารถใช้เครื่องมือ AI เพื่อทำงานการตลาดพื้นฐานได้เองบางส่วน ก็จะช่วยลดต้นทุนได้ แม้ในช่วงแรกผลงานอาจยังไม่สมบูรณ์มากนัก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้งานได้จริงและสามารถพัฒนาต่อได้" นายมีธรรม กล่าว



รวมพลังเครื่องมือการเงิน

สำหรับเครื่องมือสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตร ETDA จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือด้านดิจิทัลเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการ ครอบคลุมทั้ง e-Tax Invoice by Timestamp, Digital ID, e-Signature, e-Contract, เครื่องมือวัดความพร้อม Digital Maturity Index หรือ DMI, เครื่องมือประเมิน AI Readiness, หลักสูตรพัฒนาทักษะดิจิทัล และเครือข่าย Digital Provider ที่สามารถจับคู่ธุรกิจกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ Depa มีมาตรการ D-Transform สนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัล 50% ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย สำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการใช้ Digital Solution รวมถึง D-Voucher ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยทดลองใช้เทคโนโลยีดิจิทัลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายฟรี 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

ส่วน สสว. มีโครงการ BDS หรือ SME ปัง ตังได้คืน สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจแบบร่วมจ่ายสูงสุด 50-80% ไม่เกิน 500,000 บาทต่อรายต่อปี ด้าน SME D Bank มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อเติมทุน เสริมสภาพคล่อง และรีไฟแนนซ์ เช่น สินเชื่อ SME D พร้อม วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท และสินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ขณะที่ บสย. จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกค้ำประกันสินเชื่อ


เช็กอัปธุรกิจถึงลงมือจริง

สำหรับกระบวนการดำเนินงานของ SMEs Growth 2026 จะเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาผ่านเครื่องมือที่มี และการทำ Focus Group เพื่อรับฟังมุมมองจากผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ทำความเข้าใจบริบทเศรษฐกิจ ความท้าทาย และ Pain Point เชิงพื้นที่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ SMEs Check-up เพื่อวัดความพร้อมของผู้ประกอบการในมิติต่างๆ

จากนั้น ETDA และพันธมิตรจะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากพื้นที่มาออกแบบกิจกรรม Roadshow และ Workshop ให้ตอบโจทย์จริง ทั้งการแชร์ประสบการณ์จาก Success Case การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในธุรกิจ การเปิดคลินิกให้คำปรึกษา การจัด Booth Showcase เทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และการทำ Business Matching ระหว่างเอสเอ็มอีกับ Digital Provider เพื่อให้เกิดการนำดิจิทัลไปใช้แก้ปัญหาธุรกิจจริง

หลังจากนั้น ETDA จะติดตามและประเมินผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในมุมของการเติบโตของธุรกิจ การลดต้นทุน ประสิทธิภาพการทำงาน และผลประกอบการรายปี รวมถึงค้นหา Success Case ที่สามารถ Transform ได้จริง เพื่อนำไปขยายผลเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มอื่นต่อไป


ดันเอสเอ็มอีโตระยะยาว

นายมีธรรม กล่าวว่า เป้าหมายโดยรวมของ SMEs Growth 2026 คือการทำให้เอสเอ็มอีไทยใช้ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น และใช้แล้วเกิดประโยชน์จริงอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มยอดขาย การลดต้นทุน และการยกระดับทักษะหรือ Mindset เพื่อเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากขึ้น

"ในอดีตเอสเอ็มอีจำนวนมากมอง Digital Transformation เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ในช่วงหลังผู้ประกอบการเริ่มมองดิจิทัลเป็นการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นเครื่องมือเพื่อการเติบโต และเป็นฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยในระยะยาว ซึ่ง ETDA เชื่อมั่นในศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสามารถมีส่วนสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของ GDP ประเทศได้จริง หากได้รับเครื่องมือ ความรู้ เงินทุน และระบบสนับสนุนที่เหมาะสมในจังหวะเวลาที่ธุรกิจกำลังต้องการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง" นายมีธรรม กล่าว