รัฐบาลเดินหน้า 'ไทยช่วยไทย' ลดค่าครองชีพ 280 ล้าน/เดือน พาณิชย์ผนึกไปรษณีย์ไทย ขนสินค้าจำเป็นลดสูงสุด 25% กระจาย 946 จุด หนุน 4 ล้านคนเข้าถึงของถูกใกล้บ้านทั่วไทย
เมื่อวันที่ 1 พ.ค.69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน ผ่านการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ผู้ประกอบการรายย่อย สินค้าชุมชน SMEs และ OTOP โดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพของประชาชน พร้อมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าชุมชน โดยใช้เครือข่ายไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเปิดจุดจำหน่ายในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ไปรษณีย์ไทยเข้ามาเสริมระบบกระจายสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดยกระดับสินค้าชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
สำหรับระยะเริ่มต้น โครงการได้เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศจำนวน 122 จุด แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด โดยภายในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ที่ทำการไปรษณีย์ 122 แห่งดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า หรือ Distribution Center: DC เชื่อมต่อการจำหน่ายทั้งรูปแบบค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงกระจายผ่านรถเร่ หรือรถพุ่มพวง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000 ตลาดท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนเข้าถึงสินค้าในราคาที่ลดลงสูงสุด 25%
โครงการดังกล่าวมีสินค้าเข้าร่วม 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ น้ำมันปาล์มตราดอกไม้ ซอสหอยนางรมตราเด็กสมบูรณ์ ผงชูรสตราภูเขา หอยลายกระป๋องตราปุ้มปุ้ย ข้าวหอมปทุมบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ผงซักฟอกชนิดถุงตรา Dakko Plus น้ำปลาตราปลาหมึก ปลากระป๋องตราซูเปอร์ ซี เชฟ หรือ Super C Chef บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งบิ๊กแพค น้ำยาทำความสะอาดพื้นตรามาจิคลีน น้ำยาล้างจานชนิดถุงตราซันไลต์ รวมถึงแชมพูและครีมนวดผมแบบขวดและแบบชุดตราซันซิล โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุด 25% เมื่อเทียบกับราคาท้องตลาด
ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าไทยได้สะดวกขึ้น เนื่องจากมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนอยู่แล้ว และในโครงการนี้จะขยายจุดจำหน่ายเพิ่มกว่า 800 แห่งในระยะเริ่มต้น ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งในอนาคตยังมีแผนพัฒนาให้ประชาชนสามารถสั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบไปรษณีย์ได้ เพื่อยกระดับจากจุดจำหน่ายหน้าสาขาไปสู่ช่องทางการซื้อขายที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ มีความพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มศักยภาพ โดยได้ออกแบบระบบการกระจายสินค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดซื้อ การบริหารคลังสินค้า การคัดแยก ไปจนถึงการขนส่งและกระจายสินค้า พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการการขายและการกระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการส่งสินค้าจำเป็นให้ถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังเตรียมนำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ เช่น ข้าวสารตราไปร น้ำดื่มตราไปร และไปรคอฟฟี่ มาจำหน่ายในราคาพิเศษควบคู่กับสินค้าในโครงการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนที่มาใช้บริการ และต่อยอดศักยภาพของที่ทำการไปรษณีย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในฐานะจุดบริการประชาชนและจุดกระจายสินค้าในระดับพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งการช่วยเหลือค่าขนส่งสินค้า และการจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าชุมชนให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ThailandPostMart ควบคู่กับความร่วมมือบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และ OTOP ลงทะเบียนเป็นสมาชิกและจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ ThailandPostMart ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายช่องทางตลาดออนไลน์และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล


