'ซีพี' ผนึก NTT DOCOMO ปักธง Loyalty E-commerce ปั้น Amaze เชื่อมแต้มดิจิทัลไทย-ญี่ปุ่น ก่อนลุ้นผู้ถือหุ้นชี้ชะตา Virtual Bank
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยถึงการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นทางการระหว่าง NTT DOCOMO GLOBAL และบริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี ว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา Loyalty E-commerce ในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่ แต่มีแนวโน้มกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยระบบสะสมแต้มแบบเดิมจะถูกยกระดับสู่ Token บนแอปพลิเคชันและระบบดิจิทัล เพื่อให้สิทธิประโยชน์เชื่อมโยงกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำมากขึ้น
ทั้งนี้ NTT DOCOMO ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของโลกด้าน Loyalty E-commerce เพราะไม่เพียงเป็นผู้นำด้านเครือข่ายสื่อสารของญี่ปุ่น แต่ยังสามารถนำข้อมูลขนาดใหญ่จากธุรกิจโทรคมนาคมมาผสานกับ Analytics และ AI เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว ก่อนเชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับสินค้า บริการ ร้านค้า และสถานที่จริงได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการต่อยอดระบบข้อมูลความหนาแน่นของผู้คนในช่วงโควิด-19 ให้กลายเป็นฐานข้อมูลการตลาดสำหรับธุรกิจค้าปลีกทั่วประเทศญี่ปุ่น
"ความร่วมมือครั้งนี้จะนำเทคโนโลยี ความรู้ ความสามารถ และสิทธิประโยชน์จากญี่ปุ่นมาสู่ไทย พร้อมทั้งเปิดทางให้สินค้าและบริการของญี่ปุ่นเข้าถึงผู้บริโภคไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ระยะต่อไปจะผลักดันสินค้าและบริการของไทยไปนำเสนอในญี่ปุ่นเช่นกัน ผ่านศักยภาพของ NTT DOCOMO ในฐานะเครือข่ายสื่อสารรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และ True ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายสื่อสารรายใหญ่ที่สุดของไทย เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางธุรกิจและข้อมูลระหว่างสองประเทศ" นายศุภชัย กล่าว
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง Amaze Token กับ NTT DOCOMO Global ยังถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Token หรือ Currency ด้านสิทธิประโยชน์ที่มีบทบาทสำคัญในไทย เชื่อมโยงไทย-ญี่ปุ่น และมีโอกาสขยายสู่ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียนในอนาคต ขณะเดียวกันยังสะท้อนความเชื่อมั่นของญี่ปุ่นต่อเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธุรกิจเทคโนโลยี และการลงทุนในประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบพันธมิตรที่อาจนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นต่อไป
◉ NTT DOCOMO ปักธงลอยัลตี้ไทย
ขณะที่ นายฮิโรกิ คุริยามะ ประธานและซีอีโอของ NTT DOCOMO GLOBAL กล่าวว่า การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ร่วมกันระหว่าง NTT DOCOMO Global กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ Ascend Commerce โดย NTT DOCOMO Global มีวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้คนกับสังคม และสังคมกับสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต อุตสาหกรรม และวิถีชีวิตประจำวันให้สะดวกสบายมากขึ้น ภายใต้พันธกิจ Bridging Worlds for Wonder and Happiness หรือการเชื่อมโยงโลกเพื่อสร้างความมหัศจรรย์และความสุข
ทั้งนี้ มองว่า CP Group เป็นพันธมิตรสำคัญที่มีศักยภาพสูงในการร่วมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล เนื่องจากมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมในประเทศไทย ทั้งค้าปลีก การสื่อสาร อีคอมเมิร์ซ สื่อ และธุรกิจอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริงไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการผสานระบบนิเวศที่เข้าถึงผู้คนในชีวิตจริง เข้ากับองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง
"ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำระบบนิเวศของ CP Group ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนไทย มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้าน Point Economy หรือระบบเศรษฐกิจคะแนนสะสม และโซลูชันทางการตลาดที่ NTT DOCOMO สั่งสมในญี่ปุ่นมากว่า 20 ปี โดยเริ่มจากการใช้โปรแกรมคะแนนสะสมเพื่อทำความเข้าใจผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2547 ก่อนขยายเครือข่ายร้านค้าร่วมในปี 2558 ผ่านพันธมิตรภายนอก จนสามารถต่อยอดคะแนนสะสมและข้อมูลไปสู่ธุรกิจการตลาดและการเงินดิจิทัล ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวจะถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตลาดไทย" นายฮิโรกิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้อยู่ที่แพลตฟอร์ม Amaze ซึ่งขับเคลื่อนโดย Ascend Commerce โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะใช้คะแนนสะสมและข้อมูลเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภคให้แข็งแกร่งขึ้น ช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์การจับจ่ายและการใช้บริการที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม นอกจากนี้ NTT DOCOMO Global ยังเชื่อว่า Amaze จะไม่หยุดอยู่เพียงบริการเฉพาะกลุ่ม แต่จะมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะกลางและระยะยาว พร้อมทั้งช่วยยกระดับระบบนิเวศดิจิทัลและความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
◉ Amaze ขยายอีโคซิสเต็ม
ด้าน นายธรินทร์ ธนียวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของแพลตฟอร์ม Amaze บริษัทมีความภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับ NTT DOCOMO Global ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านระบบแต้มและธุรกิจดิจิทัลในประเทศญี่ปุ่น โดย Amaze เปิดตัวเมื่อราวเดือนเม.ย.ปีก่อน และดำเนินธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์ม การพัฒนาระบบแต้มภายใต้ Amaze Point และการขยายการใช้แต้มไปสู่บริการอาหาร เครื่องดื่ม ตั๋ว และบริการอื่นๆ ทั้งนี้ ปัจจุบัน Amaze เชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้ง 7-Eleven, Lotus’s, Makro รวมถึงบริการจาก True และ TrueMoney ขณะเดียวกันยังเปิดให้ร้านค้าแบรนด์แท้เข้ามาจำหน่ายสินค้า เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มให้เป็นมาร์เก็ตเพลสของประเทศไทย
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Amaze คือการสร้างระบบแต้มที่เชื่อมโยงคะแนนจากหลายบริการเข้าด้วยกัน โดยลูกค้าสามารถนำแต้มจาก ALL member ของ 7-Eleven, My Lotus’s ของ Lotus’s, Makro PRO Point, True Point และ TrueMoney Point รวมถึงแต้มจากบัตรเครดิตของธนาคารชั้นนำ เช่น UOB, SCB PointX, ธนาคารกรุงเทพ, KBank, BAY และธนาคารอื่นๆ มาเปลี่ยนเป็น Amaze Point และใช้แทนเงินสดได้ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังขยายการใช้แต้มไปสู่การแลกรับคูปอง ร้านอาหาร ความสวยความงาม และบริการอื่นๆ เพื่อทำให้ระบบนิเวศของ Amaze ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ขยายไปสู่การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างกว้างขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา Amaze มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันราว 9.1 ล้านดาวน์โหลด มีลูกค้ากว่า 1 ล้านคนที่ทำรายการแลกแต้ม โอนแต้ม และใช้บริการแต้มผ่านแอปพลิเคชัน ขณะที่ธุรกรรมเกี่ยวกับแต้มมีเกือบ 3 ล้านครั้ง และยังเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบัน Amaze มีร้านค้าบนระบบกว่า 3,500 ร้านค้า มีเครือข่ายสาขาของ 7-Eleven, Lotus’s และ Makro รองรับการจัดส่งสินค้ากว่า 18,000 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงมีพันธมิตรร้านอาหารกว่า 150 ร้านค้า ครอบคลุมหลายพันสาขา โดยแพลตฟอร์มยังมีสมาชิกประมาณ 4 ล้านราย ณ เดือน เม.ย.69 และมีผู้ใช้งานราว 9.1 ล้านราย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดดาวน์โหลดเป็น 15–20 ล้านดาวน์โหลดภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน จุดแข็งสำคัญของ Amaze คือการเปิดให้แบรนด์ต่างๆ เข้าถึงฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่กว่า 40 ล้านรายในระบบนิเวศได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้าน CRM และการตลาดแบบเฉพาะบุคคลให้กับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาในปี 2568 Amaze ใช้เวลา 6 เดือนแรกในการเชื่อมระบบแต้มเข้ากับกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อนขยายการเชื่อมระบบแต้มกับบัตรเครดิตชั้นนำของประเทศไทยในไตรมาส 4 จากนั้นในไตรมาส 1 ของปีนี้ บริษัทเริ่มขยาย ระบบนิเวศไปสู่ร้านอาหารและกลุ่มความสวยความงาม และเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันระบบแลกแต้มและ CRM เข้าสู่ระบบนิเวศร้านอาหาร ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของไทยที่มีร้านอาหารเป็นแสนรายและมีเชนขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก
นายธรินทร์กล่าวว่า Amaze ต้องการให้ผู้บริโภคสามารถใช้แต้มแลกคูปอง ใช้แทนเงินสดในร้านอาหาร และช่วยให้ร้านอาหารที่ยังไม่มีระบบแต้มของตนเองสามารถใช้ Amaze Point เป็นเครื่องมือ CRM เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าของ Amaze และทำการตลาดแบบเจาะตรงไปยังผู้บริโภคได้ ดังนั้น ความร่วมมือกับ NTT DOCOMO Global ซึ่งเข้าถือหุ้น 20% ใน Ascend Commerce จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการผสานเทคโนโลยีและฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น เข้ากับอีโคซิสเต็มค้าปลีกและดิจิทัลของเครือซีพี เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม Loyalty Commerce ที่ครบวงจร
นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังเริ่มต้นด้วยการเปิดตัว Amaze Survey โซลูชันการตลาดที่ใช้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคจริงบนแพลตฟอร์ม Amaze เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและให้รางวัลเป็น Amaze Points แก่ผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่ NTT DOCOMO Global จะนำองค์ความรู้ด้าน CRM, Customer Engagement, Point Economy และการใช้ข้อมูลขั้นสูงจากญี่ปุ่นมาสร้างมูลค่าใหม่ในตลาดไทย ต่อยอดจากประสบการณ์ของระบบ d POINT ที่เริ่มใช้โปรแกรมคะแนนสะสมตั้งแต่ปี 2547 ขยายเครือข่ายร้านค้าร่วมในปี 2558 และปัจจุบันมีฐานสมาชิก d POINT CLUB มากกว่า 100 ล้านราย เพื่อร่วมวางรากฐานการเติบโตระยะยาวให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยและตลาดอื่นๆ ในอนาคต
◉ ลุ้นชะตา Virtual Bank
ส่วนกรณีโครงสร้างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ของกลุ่มซีพี ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงธุรกิจ นายศุภชัยกล่าวว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค.69 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาว่า 3 บริษัทย่อย ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT ควรเข้าไปร่วมอยู่ในโครงสร้างธุรกิจการเงินของกลุ่มหรือไม่ ก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปิดให้เริ่มดำเนินธุรกิจในเดือน มิ.ย.69
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการ CPALL โดยเฉพาะกรรมการอิสระและคณะกรรมการตรวจสอบ มีมติไม่เห็นด้วยกับการนำ 3 บริษัทย่อยเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เนื่องจากเห็นว่าบริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจหลักของ CPALL โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั้งด้านรายได้ ความสามารถแข่งขัน และความคล่องตัวทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการปรับโครงสร้างอาจเพิ่มความซับซ้อนด้านกฎเกณฑ์ และนำไปสู่ความเสี่ยงเรื่องรายการที่เกี่ยวโยงกัน
อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจภายใต้กลุ่มที่ขอใบอนุญาต Virtual Bank ควรถูกรวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน ขณะเดียวกัน ธปท.ยังเปิดทางให้บริษัทมหาชนดำเนินกระบวนการตามหลักธรรมาภิบาล โดยให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องนำ 3 บริษัทเข้าร่วมโครงสร้าง
"เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความขัดแย้งภายในกลุ่ม แต่เป็นกระบวนการตามกฎเกณฑ์ เพื่อพิสูจน์ความเป็นอิสระของแต่ละธุรกิจต่อ ธปท. และแม้สุดท้าย 3 บริษัทจะไม่เข้าร่วม ก็จะไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ของบริษัท ธนาคารแอสเซนด์ จำกัด (มหาชน)" นายศุภชัย กล่าว


