'ดีอี' แถลงนโยบาย รื้อเกมรับวิกฤต สั่ง NT-ไปรษณีย์ไทยวัดกำไรที่คุณภาพชีวิต ลดน้ำหนักกำไรเชิงตัวเงิน ชูประหยัดพลังงาน รับมือค่าครองชีพพุ่งและแรงกดดันเศรษฐกิจทั่วโลก
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์โลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รัฐบาลและกระทรวงดีอีจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในจังหวะที่ประเทศกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภัยสังคม และความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากโลกดิจิทัล ซึ่งตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงได้มอบนโยบายสำคัญไว้หลายด้าน และจากนี้ทุกเรื่องจะถูกเดินหน้าต่ออย่างเข้มข้นและเร่งด่วนยิ่งขึ้น เพราะโจทย์สำคัญไม่ได้มีเพียงการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้าเท่านั้น หากแต่ต้องใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานใหม่ให้ประเทศสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นด้วย
สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อทันที คือการปราบปรามภัยสังคม โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์และทุจริตทางเทคโนโลยี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีระบุว่า แม้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการสแกมเมอร์จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากมาตรการที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่เมื่อซ้อนทับกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและความกังวลในชีวิตประจำวัน ภัยลักษณะนี้กลับยิ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของประชาชนรุนแรงกว่าเดิม ดังนั้น การยกระดับกฎหมายและกลไกจัดการอาชญากรรมข้ามชาติจึงยังเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งสานต่อ โดยขณะนี้มีการตั้งคณะทำงานข้ามกระทรวงเพื่ออัปเกรดเครื่องมือทางกฎหมายให้รับมืออาชญากรรมข้ามชาติได้ครอบคลุมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีไปลงนามความร่วมมือที่ประเทศเวียดนาม และขณะนี้กระบวนการดังกล่าวใกล้แล้วเสร็จ โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปในระยะถัดไป
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงดีอียังวางให้การรับมือภัยธรรมชาติเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำต่ออย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่า ที่ผ่านมาได้ทดลองนำเทคโนโลยีในลักษณะ POC หรือ Proof of Concept มาใช้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ จนเห็นผลชัดเจนว่าสามารถยกระดับความแม่นยำของการพยากรณ์และการติดตามสถานการณ์ได้ละเอียดถึงระดับตำบล นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังเคยถูกนำไปช่วยสนับสนุนการรับมือช่วงเกิดวิกฤตที่หาดใหญ่มาแล้ว ดังนั้น กระทรวงจึงต้องเร่งผลักดันให้ระบบลักษณะนี้ขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องยกระดับให้มีระบบสื่อสารกลางและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับรับมือภัยทุกประเภท ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ภัยธรรมชาติเท่านั้น
◉ ขยับเป็นตัวเชื่อมรัฐ
นายไชยชนก กล่าวว่า บทบาทใหม่ของกระทรวงดีอีในรอบนี้ จะไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านเทคโนโลยีตามความหมายแคบๆ อีกต่อไป แต่จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมของประเทศใน 2 มิติพร้อมกัน มิติแรกคือการเชื่อมข้อมูลภาครัฐเข้าหากัน เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถใช้นโยบายบนฐานข้อมูลและสถิติที่แม่นยำ หรือที่เรียกว่า Statistic-based decision ได้จริง ส่วนอีกมิติหนึ่งคือการเชื่อมภาครัฐเข้ากับประชาชน เพื่อให้สวัสดิการ มาตรการช่วยเหลือ หรือแนวทางรับมือวิกฤตจากทุกกระทรวง สามารถไปถึงมือประชาชนได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใส โดยยกตัวอย่างว่า หากรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแม่นยำ กระทรวงดีอีก็ต้องเข้าไปช่วยเชื่อมถังข้อมูลของภาคเกษตร พาณิชย์ และการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้การตัดสินใจปลูกพืชตรงกับตลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี กระทรวงจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและตัวประสาน ส่วนการกำหนดรูปแบบนโยบายเชิงปฏิบัติยังเป็นอำนาจของแต่ละกระทรวงเจ้าภาพ
ส่วนโครงสร้างการทำงานดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จะเข้ามามีบทบาทด้านนโยบาย ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการเก็บข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโปรแกรมและวางระบบเพื่อให้การประมวลผลข้อมูลเกิดขึ้นได้จริง งานลักษณะนี้ไม่อาจทำแบบต่างคนต่างทำได้อีกต่อไป แต่ทุกหน่วยงานจะต้องทำงานร่วมกันภายใต้ศูนย์กลางเดียวกัน
"ความพยายามดึง DGA เข้ามาอยู่ในกลไกการทำงานกับกระทรวงดีอีครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่ในรายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอเอกสารและขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะระบุกรอบเวลาหรือรายชื่อหน่วยงานที่กำกับดูแลได้อย่างชัดเจนทั้งหมด" นายไชยชนก กล่าว
◉ รื้อยุทธศาสตร์ รับวิกฤตใหม่
พร้อมกันนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างทบทวนและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศฉบับใหม่ โดยนายไชยชนกอธิบายว่า แผนเดิมเป็นแผน 5 ปี (ช่วงปี 2566-2570) ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงภายในปี 2570 และขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงแล้ว เนื่องจากบริบทโลกเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง การพึ่งพาตัวเอง พลังงานสะอาด และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงต้องรื้อวิธีคิดเดิมที่เคยมุ่งเพียงดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศ แต่กลับปล่อยให้ผู้ลงทุนหรือผู้ถือใบอนุญาตเดินเกมกันเองโดยขาดทิศทางจากภาครัฐ จากนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะต้องมีแผนชาติที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ตกกับประชาชนไทยเป็นหลัก หรือ Thai First และต้องคำนึงถึงความมั่นคงเชิงโครงสร้าง ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดไปพร้อมกัน มิฉะนั้นการพัฒนาจะยิ่งสร้างต้นทุนแฝงและของเสียมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถูกถามถึงตัวอย่างประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ นายไชยชนกระบุว่า เรื่องไฟฟ้า สัญญาณ และอินเทอร์เน็ต เป็นโจทย์ลำดับต้นๆ เพราะอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นปัจจัยสี่ของประชาชนไปแล้ว ดังนั้น แม้โครงสร้างปัจจุบันของไทยจะยังมีความมั่นคงอยู่พอสมควร แต่รัฐก็ต้องยกระดับให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนด้านโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ รวมถึงต้องทบทวนเรื่อง Cloud, Data Center และแม้แต่ดาวเทียม ภายใต้เงื่อนไขใหม่ว่าประเทศคู่ค้าหรือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีรายใดมีความน่าไว้วางใจและให้ประโยชน์สูงสุดกับไทยในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดก่อนกำหนดรายละเอียดขั้นสุดท้าย
ส่วนภาวะวิกฤตพลังงานที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพ นายไชยชนกมองว่า กระทรวงดีอีจะต้องโดดเด่นขึ้นมาในฐานะเครื่องมือสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีไปช่วยติดตามข้อมูล ปริมาณทรัพยากร และพฤติกรรมการใช้สิทธิ์ในยามวิกฤต เช่น หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนรัฐต้องบริหารจัดการพลังงานอย่างเข้มข้น กระทรวงดีอีก็จะต้องเชื่อมฐานข้อมูลประชาชน เลขประจำตัว 13 หลัก และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ทะเบียนรถ เพื่อให้การกำหนดสิทธิ์และการช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำ ทั่วถึง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ว่าวิกฤตจะเกิดในอุตสาหกรรมใด รัฐบาลจำเป็นต้องดึงคนเข้าสู่ระบบให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถตามนโยบายและสวัสดิการไปถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงได้
"เราทุกคนต้องปรับตัว ในเรื่องของการปรับตัวตรงนี้ผมไม่ได้หมายถึงแค่พี่น้องประชาชน ผมหมายถึงพวกเราทุกคน ฉะนั้นกระทรวงก็เช่นกัน แต่ในส่วนของการปรับตัวตรงนี้ผมไม่ได้หมายถึงแค่การประหยัดพลังงาน ซึ่งแน่นอนเรามีมาตรการมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการประหยัดไฟ เรื่องการทำ Co-working Space การทำ Work from Home เพื่อลดในสัดส่วนที่เราจะลดได้ และตอนนี้ก็มีการมอบนโยบายให้ทุกๆ หน่วยงานมีมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย" นายไชยชนก กล่าว
◉ ดึงคนเข้าระบบ ชี้เป้าช่วยตรงจุด
ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่สุดในระยะสั้นคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้รัฐสามารถชี้เป้ากลุ่มเปราะบางและออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุดที่สุด โดยเฉพาะในจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัลแล้วมากกว่า 70% การทำให้พื้นที่ดิจิทัลปลอดภัยและการเชื่อมข้อมูลราชการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน ทั้งนี้ กระทรวงตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะต้องเริ่มเห็นโครงสร้างหลักของการเชื่อมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย (มท.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงการคลัง โดยพยายามออกแบบระบบให้เชื่อมข้อมูลได้มากที่สุดโดยไม่กระทบข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็น เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การล้วงข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก แต่คือการรู้ให้เร็วว่าประชาชนอยู่ที่ใด อยู่ในสถานะใด และต้องการความช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้ทุกมาตรการหลังจากนี้ส่งไปถึงคนที่ควรได้รับจริง
โดยกระทรวงดีอีจะต้องเป็นแกนกลางประสานงานกับทุกกระทรวงอย่างเข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่เพียงภายในกระทรวงตนเองเท่านั้น เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังต้องปรับรูปแบบการทำงานรับวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Work from Home หรือการบริหารต้นทุนภายใต้วิกฤตพลังงาน ฉะนั้น กระทรวงดีอีจึงไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่ต้องกลายเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการแชร์ข้อมูล สนับสนุนมาตรการ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งนี้ ปัจจุบันมีประชาชนอยู่ในระบบของแอปพลิเคชันทางรัฐราว 30 ล้านคน ซึ่งยังไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเร่งเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากกว่านี้โดยเร็วที่สุด
ประเด็นเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม นายไชยชนกยอมรับว่า การจัดการเรื่องค่า GP การจัดเก็บภาษี ค่าใช้จ่ายบนแพลตฟอร์ม และต้นทุนขนส่ง เป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ยากมานาน เพราะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างประเทศ มีอำนาจต่อรองสูง อย่างไรก็ดี มองว่าวิกฤตครั้งนี้กลับเป็นจังหวะที่รัฐสามารถยืนจุดยืนได้แข็งขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นอันดับแรก โดยจะเรียกผู้ประกอบการมาหารือใหม่อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครพร้อมลดค่า GP และมักเลือกใช้มาตรการทางอ้อม เช่น คูปองหรือสิทธิประโยชน์อื่นแทน ส่วนอีกประเด็นที่กระทรวงมองว่ายังต้องเร่งแก้ คือเรื่องทางเลือกผู้ให้บริการขนส่งบนแพลตฟอร์ม เพราะที่ผ่านมา ผู้ใช้จำนวนมากไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งเองได้ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายหรือมาร์จินบางส่วนที่ถูกบวกเพิ่มโดยขาดความโปร่งใส ซึ่งกระทรวงดีอีเตรียมบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข รวมถึงพิจารณาการแก้กฎหมายในส่วนนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยมีการหยิบยกบทบาทของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ขึ้นมาหารือว่า หน่วยงานใดควรรับผิดชอบโดยตรง
ควบคู่กันนั้น รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยยังส่งสัญญาณชัดถึงแนวคิดใหม่ต่อรัฐวิสาหกิจในสังกัด อย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ว่าในช่วง 1-2 ปีจากนี้ หน่วยงานรัฐไม่อาจมองเรื่องผลกำไรเชิงตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดกำไรจากคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย ดังนั้น หากจำเป็น หน่วยงานรัฐก็ต้องพร้อมกัดฟันลงทุนหรือแม้แต่ยอมขาดทุนบางส่วนเพื่อพาประชาชนผ่านวิกฤตไปให้ได้ น.ส.แนนระบุว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเริ่มหารือกับทุกหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลถึงระดับปฏิบัติการ ส่วนของ NT กระทรวงเห็นว่ายังจำเป็นต้องปรับระบบงานและทิศทางอนาคตให้ชัดขึ้น แม้จะเคยเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการโทรคมนาคมไทย แต่ปัจจุบันยังต้องปรับตัวอีกมากเพื่อให้สอดรับทั้งภารกิจสาธารณะและความอยู่รอดทางธุรกิจ ส่วนไปรษณีย์ไทยก็ต้องทบทวนบทบาทใหม่ให้ชัดเจนขึ้นเช่นกันในยุคที่ต้นทุนขนส่งและพลังงานผันผวนหนัก
สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ นายไชยชนกกล่าวว่า กระทรวงต้องเดินหน้าต่อในทุกมิติ และจากนี้จะเร่งศึกษาเรื่อง Quantum Security อย่างจริงจัง เนื่องจากเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบเดิมอาจล้าสมัยลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาไปถึงจุดใช้งานจริง นอกจากนี้ ยังอัปเดตความคืบหน้าการแก้กฎหมายด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า กำลังอยู่ระหว่างการอัปเดตพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เดิมให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่เฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ แต่รวมถึงความผิดข้ามพรมแดนรูปแบบอื่นด้วย โดยคาดว่ากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องจะทยอยแล้วเสร็จในช่วงเดือนนี้ถึงเดือนหน้า ส่วนแนวคิดเรื่อง White Hacker หรือการยกระดับศักยภาพตอบโต้ จะอยู่ในกฎหมายหรือกลไกที่ต้องทำรองรับเพิ่มเติมต่อไป
"เทคโนโลยีควรเป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้างประเทศ และกระทรวงดีอีต้องก้าวขึ้นเป็นกระทรวงเกรด A ให้ได้ทั้งในแง่ศักยภาพและบทบาทจริง โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีจากนี้ที่รัฐบาลต้องพาประเทศฝ่าวิกฤต ท่ามกลางภารกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ง่ายและมีหลายชั้น ยืนยันว่า กระทรวงจะใช้วิกฤตครั้งนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อประเมินว่าอะไรจำเป็นต้องเปลี่ยน อะไรจำเป็นต้องยกระดับ และจะทำทุกอย่างตามอำนาจหน้าที่เพื่อเชื่อมข้อมูล เชื่อมระบบ และเชื่อมคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างรากฐานใหม่สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างจริงจัง" นายไชยชนก กล่าว
◉ ฉายาแรงไม่เท่าผลงานจริง
ส่วนกรณีฉายาแก๊งลูกเทพ นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นเพียงคำแซวกันเล่นๆ ภายในพรรค โดยใช้เรียกกลุ่มคนที่มักลุกขึ้นมาผลักดันเรื่องใหม่ๆ หรือพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงการทำงานอยู่เสมอ จนเวลามีการเสนอแนวคิดหรือขยับประเด็นใหม่ ก็มักจะถูกหยอกกันในทำนองว่าพวกนี้มาอีกแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งไปกว่านั้น และไม่ใช่สัญญาณของความขัดแย้งภายในพรรคแต่อย่างใด แต่เป็นบรรยากาศของการหยอกล้อกันมากกว่า
"ไม่ได้รู้สึกโกรธกับฉายาดังกล่าว มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่ได้กระทบต่อการทำงาน เคยถูกประชาชนเรียกด้วยถ้อยคำที่แรงกว่านี้มาก่อนก็ยังไม่โกรธ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บมาเป็นอารมณ์กับคำเรียกในลักษณะนี้" นายไชยชนก กล่าว
ขณะที่ น.ส.แนน แสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่า การมีฉายาเป็นเรื่องปกติสำหรับบุคคลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีชุดใด ก็มักจะมีคำเรียกหรือฉายาถูกตั้งขึ้นมาเสมอ ดังนั้น ฉายาแก๊งลูกเทพ จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อการทำงาน ไม่ทราบว่าฉายานี้มีที่มาอย่างไร เพราะเมื่อดูสมาชิกในกลุ่มแล้ว ก็ไม่มีใครมีคุณพ่อชื่อเทพเลยแม้แต่คนเดียว
"สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำเรียกขาน แต่อยู่ที่ผลงานหลังจากนี้มากกว่า แม้แต่ละคนจะมีที่มาและพื้นฐานแตกต่างกัน ท้ายที่สุดแล้ว การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและการพิสูจน์ตัวเองผ่านผลการทำงานต่างหาก ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถได้อย่างชัดเจนกว่าฉายาหรือกระแสวิจารณ์ใดๆ" น.ส.แนน กล่าว


