xs
xsm
sm
md
lg

ดีอีลุย 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดึงคนเข้าระบบ ชี้เป้าสิทธิรัฐตรงจุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดีอีปักหมุด 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดึงคนเข้าระบบ เชื่อมข้อมูลรัฐทั้งวงจร ชี้เป้าสวัสดิการตรงกลุ่ม จากฐานผู้ใช้แอปฯทางรัฐ 30 ล้านราย สู่การช่วยเหลือที่แม่นยำ เป็นธรรม และถ้วนหน้ามากขึ้น

เมื่อวันที่ 16 เม.ย.69 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลในระยะนี้ คือการเร่งเชื่อมข้อมูลภาครัฐและดึงประชาชนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือของรัฐภายใต้มาตรการไทยช่วยไทย ไปถึงมือประชาชนได้ตรงกลุ่ม รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้น โดยย้ำว่า บทบาทของกระทรวงดีอีจากนี้จะไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านเทคโนโลยี แต่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เพื่อให้สวัสดิการและนโยบายรับมือวิกฤตต่างๆ ถูกส่งต่ออย่างแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายไชยชนก กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกในปีนี้คือการเชื่อมข้อมูล และทำให้กระทรวงดีอีกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการส่งสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ไปถึงประชาชน โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งทำให้การช่วยเหลือแบบหว่านกว้างอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป รัฐจึงต้องรู้ให้ได้ว่าใครอยู่ที่ไหน อยู่ในสถานะใด และต้องการการช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้การชี้เป้ามาตรการทำได้ตรงจุดมากที่สุด

ส่วนกลไกปฏิบัติการ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอีกล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่สุดในช่วงเดือนแรก คือการนำคนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้รัฐสามารถจำแนกได้อย่างแม่นยำว่าใครเป็นกลุ่มเปราะบางประเภทใด เป็นผู้สูงอายุในลักษณะไหน หรือควรได้รับความช่วยเหลือด้านใด โดยตั้งเป้าว่าอย่างน้อยภายในสิ้นเดือน เม.ย.69 จะต้องเริ่มเห็นโครงสร้างหลักของหน่วยงานที่จะเข้ามาเชื่อมข้อมูลร่วมกัน ทั้งข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานด้านการคลัง ขณะเดียวกัน กระทรวงจะพยายามออกแบบการเชื่อมข้อมูลโดยแตะข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้าน PDPA ให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่รัฐต้องรู้ในชั้นต้นคือข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ เช่น พื้นที่อยู่ อาชีพ สถานะเปราะบาง และความต้องการรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ทั้งนี้ นายไชยชนก กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแอปพลิเคชันใดแอปพลิเคชันหนึ่ง แต่จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับทุกโครงการของรัฐที่จะออกมาหลังจากนี้ โดยกระทรวงดีอีจะเป็นแกนกลางในการทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถประมวลผลร่วมกันได้ ขณะที่เชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่จะเข้ามารับบทหลักในเรื่องนี้ ได้แก่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ในการบูรณาการข้อมูล รวมถึงการประสานกับ สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลของรัฐเดินหน้าได้จริงและมีมาตรฐานเดียวกัน

ปัจจุบันแอปพลิเคชันทางรัฐมีประชาชนอยู่ในระบบราว 30 ล้านคน แต่เป้าหมายต่อจากนี้คือจะต้องเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะหากยังมีคนจำนวนมากอยู่นอกระบบ รัฐก็จะไม่สามารถส่งสิทธิและสวัสดิการไปถึงได้อย่างแท้จริง พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งานง่ายและไม่สามารถทำเสร็จได้ทันที แต่จะเร่งเดินหน้าให้เร็วที่สุด โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง เนื่องจากหากปล่อยให้ภาวะค่าครองชีพหนักขึ้น ขณะที่รัฐยังไม่สามารถระบุตัวตนหรือกำหนดสิทธิช่วยเหลือได้ตรงคน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในวงกว้างได้

สำหรับประเด็นงบประมาณมาตรการไทยช่วยไทย นายไชยชนก กล่าวว่า ในรายละเอียดของตัวโครงการขอให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าคลัสเตอร์รัฐบาลอธิบายเพิ่มเติม แต่ในหลักการ ทุกกระทรวงกำลังดำเนินการตัดงบส่วนเกินและรวบงบเข้าส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อต้องตัดสินใจออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกัน ในระยะเปลี่ยนผ่านที่กฎหมายรองรับการเชื่อมข้อมูลยังไม่ครบถ้วน รัฐบาลอาจต้องใช้รูปแบบระเบียบหรือกลไกเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การดึงคนเข้าสู่ระบบและการส่งความช่วยเหลือเดินหน้าได้โดยไม่ล่าช้า