xs
xsm
sm
md
lg

ไมโครซอฟท์อัปเดทโปรเจ็กต์ลงทุนไทย 1 พันล้านดอลลาร์ 2 ปีหลังปักธงดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งแรก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่ "สัตยา นาเดลลา" ซีอีโอไมโครซอฟท์ เดินทางมาไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อประกาศตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center Region) แห่งแรกในประเทศ พร้อมปักธงพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยกว่า 100,000 คน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่วางรากฐานความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไมโครซอฟท์กับไทยไว้อย่างมั่นคง

บัดนี้ ความสัมพันธ์นั้นถูกยกระดับขึ้นอีกชั้น เมื่อ "แบรด สมิธ" รองประธานกรรมการบริหารและประธานบริษัท เดินทางเยือนกรุงเทพฯ ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธานบริษัท Microsoft
การเยือนครั้งนี้มาพร้อมคำประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทยมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วงปี 2569–2571 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไมโครซอฟท์ไม่ได้มองไทยแค่เป็นตลาด แต่คือหุ้นส่วนระยะยาวที่มีน้ำหนักในแผนภูมิภาคทั้งหมด

***จากดาต้าเซ็นเตอร์ ถึงนโยบาย AI ภาครัฐ

ย้อนกลับไปในงาน Microsoft Build: AI Day เดือนพฤษภาคม 2567 นาเดลลาขึ้นเวทีต่อหน้านักพัฒนาและผู้นำภาคเทคโนโลยีกว่า 2,000 คน ประกาศตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในไทยเพื่อรองรับความต้องการคลาวด์ที่พุ่งสูงจากองค์กรภาครัฐและเอกชน แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขงบลงทุนไทยในขณะนั้น ต่างจากการประกาศที่อินโดนีเซียซึ่งระบุชัดเจนว่าจะทุ่ม 1.7 พันล้านดอลลาร์ในสี่ปี แต่นาเดลลาก็เดินหน้าพบนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อหารือถึงการวิจัย AI และการสร้างขีดความสามารถระดับประเทศ

คำประกาศจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในประเทศไทย เมื่อปี 2024
2 ปีให้หลัง ตัวเลขที่เคยเก็บงำกลายเป็นคำประกาศ และการเยือนของสมิธคราวนี้ไม่ได้เน้นที่การเปิดตัวโครงการ แต่มาพร้อมพันธมิตรหลายภาคส่วน โดยโฟกัสให้ภาครัฐนำร่อง AI อย่างมีธรรมาภิบาล

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญบนเวทีเสวนา AI Policy Dialogue: Good Regulatory Practices in the Age of AI ซึ่งมีการดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 150 คนเข้าร่วมรับฟัง

สมิธเปรียบ AI ว่าทรงพลังไม่ต่างจากกระแสไฟฟ้าในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทั้งยืดหยุ่น ปรับใช้ได้หลากบริบท และพร้อมพลิกโฉมทุกภาคส่วน แต่ก็ไม่ลืมเตือนถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยชี้ว่าขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้วกำลังนำ AI เร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาเกือบสองเท่า หากปล่อยให้ช่องว่างนี้ถ่างออกต่อไป ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาจยิ่งลึกขึ้นแทนที่จะแคบลง

บรรยากาศในพิธีลงนามข้อตกลงมอบเงินทุนสนับสนุนระหว่างสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซชั้นนำ และบริษัท Ai-ssistance ผู้พัฒนาโซลูชัน AI เพื่อภาคธุรกิจ
ในเชิงปฏิบัติ สมิธแนะนำให้หน่วยงานรัฐเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องขนาดเล็กที่มีโครงสร้างชัดเจน ทดสอบ AI ทีละขั้นตอน ก่อนขยายผลเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าได้ผลจริง และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลงทุนกับคน ไม่ใช่แค่ระบบ เพื่อให้บุคลากรรู้จักผสานดุลยพินิจของมนุษย์เข้ากับขีดความสามารถของ AI อย่างลงตัว

***อีคอมเมิร์ซไทย จุดพลัง AI สู่เวทีภูมิภาค

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือพิธีลงนามข้อตกลงระหว่างสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป และบริษัท Ai-ssistance ผู้พัฒนาโซลูชัน AI โดยมีสมิธร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Ai-ssistance จะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Generative AI บนโครงสร้างคลาวด์ของไมโครซอฟท์มาเสริมประสิทธิภาพแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทย ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ เครื่องมือช่วยงานขาย ไปจนถึงผู้ช่วย AI สำหรับประสบการณ์ช้อปปิ้งส่วนบุคคล

สมิธได้ร่วมหารือกับนายศุภชัย  เจียรวนนท์ ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท และคณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางที่ไมโครซอฟท์จะให้การสนับสนุนพันธกิจของ DCT
หากโครงการพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จในไทย เอคอมเมิร์ซวางแผนขยายโมเดลนี้สู่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งหมายความว่าไทยอาจกลายเป็นทั้งห้องทดลอง และต้นแบบของนวัตกรรม AI ที่ Born in Thailand แต่ส่งออกไปทั่วอาเซียน

***เอกชนร่วมวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

สมิธยังได้หารือกับสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) นำโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ และ ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท เพื่อสำรวจแนวทางที่ไมโครซอฟท์จะเข้ามาสนับสนุนพันธกิจ 5 ด้านของ DCT โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงาน การเสริมความสามารถของสตาร์ทอัปไทย และการทำให้นวัตกรรม AI เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่สิทธิพิเศษของบริษัทใหญ่

ทั้งสองฝ่ายยังพูดถึงการผนวก AI เข้าสู่ระบบการศึกษาในระยะยาว รวมถึงการเตรียมครูให้พร้อมนำ AI มาเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Microsoft Elevate ที่ตั้งเป้าออกใบรับรองทักษะ AI ให้กับคนทั่วโลก 20 ล้านคนภายในสองปีข้างหน้า และต่อยอดจากโครงการ AI Odyssey ที่เคยปั้นนักพัฒนาไทยกว่า 6,000 รายให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ AI มาแล้ว ขณะที่ชุมชนนักพัฒนาบน GitHub ของไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ใช้ไทยมากกว่า 900,000 ราย บนอัตราเติบโต 24% ต่อปี

ทั้งหมดนี้คือบทสรุปล่าสุดของไมโครซอฟท์และพันธมิตร นับจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่นาเดลลาประกาศในปี 2567.