เจาะลึก "PEA Hackathon 2026" สุดยอดโปรเจ็กต์ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. หรือ PEA) ร่วมกับ บริษัท ไรส์แอคเซล จำกัด (RISE) เปิดตัวรับสงกรานต์ 69 ท้าทายให้สตาร์ทอัปเข้ามาทำลายข้อจำกัดของระบบราชการ เล็งใช้ AI ประมวลผลข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านราย แก้ปัญหาต้นทุนจมจากพัสดุคงคลังที่สูงถึง 15,000 - 19,000 ล้านบาท รวมถึงวิกฤตค่าผลิตไฟฟ้าบนเกาะเต่าที่พุ่งสูงถึงหน่วยละ 13 บาทในช่วงหน้าร้อน
หากนวัตกรรมเหล่านี้สำเร็จ PEA มีเป้าหมายสูงสุดที่จะขยายผลการใช้งานไปยังสถานีไฟฟ้าระดับต้นทางเกือบ 800 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะพลิกโฉมความมั่นคงทางพลังงานของไทย
*** AI เปลี่ยนผ่านองค์กรแสนล้าน
นางสาวภูสุดา สงคศิริ ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวถึงโครงการ "PEA Hackathon 2026" ว่าไม่ได้วางเป้าหมายที่การมองหาเพียงเทคโนโลยี แต่กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถร่วมสร้างอิมแพคในระบบพลังงานของประเทศ โครงการ PEA Hackthon 2026 จึงเป็น Fast Track ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัปไทย ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของ PEA อย่างใกล้ชิด พร้อมได้รับการสนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรขนาดใหญ่
"PEA กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้จำหน่ายไฟฟ้า ไปสู่ "ผู้ให้บริการ" เต็มรูปแบบ" ภูสุดากล่าวถึง "เราหวังพึ่งพาความคล่องตัวของ Startup โจทย์ของ Hackathon ครั้งนี้จะมุ่งเน้น 2 มิติหลัก คือ Logistics & Supply (การลดต้นทุนและพัสดุคงคลัง) และ Grid Operation (ความมั่นคงของโครงข่าย รองรับพลังงานหมุนเวียนและ EV แบบเรียลไทม์"
การเปลี่ยนบทบาทของตัวเองของ PEA เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ PEA ดูแลผู้ใช้ไฟกว่า 20 ล้านราย และมีสินทรัพย์รวมกว่า 4 แสนล้านบาท ทว่าพฤติกรรมการใช้พลังงานในวันนี้มีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะยอดจองรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทะลุหลักแสนคัน และการที่ประชาชนหันมาติดโซลาร์เซลล์จนเปลี่ยนสถานะจากเพียงผู้บริโภค กลายเป็น "Prosumer" ที่ผลิตไฟใช้เองและสามารถส่งกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายได้
เพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงและลดต้นทุนเพื่อนำไปสู่ค่าบริการที่เป็นธรรม ผู้บริหาร PEA จึงตัดสินใจเปิดรับนวัตกรรมจากคนนอกอุตสาหกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์และความคล่องตัวสูงกว่า โครงการ Hackathon ครั้งนี้ถูกจัดเตรียมไว้เสมือน "Fast Track" ทางลัดที่ช่วยตัดความยุ่งยากเรื่องข้อกฎหมายและระเบียบราชการที่เคยเป็นกำแพงสำหรับสตาร์ทอัปออกไป ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้รับสิทธิเข้าถึงฐานข้อมูลของประเทศและระบบ Cloud ที่เตรียมไว้ให้เป็น Sandbox สำหรับฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)
***รางวัลชนะเลิศสูงสุด 200,000 บาท
โครงการ PEA Hackathon 2026 เปิดรับสมัครสตาร์ทอัปไทยถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 โดยจะคัดเลือกทีมเข้ารอบ 50 ทีม และเข้าสู่รอบพัฒนาต้นแบบ (PoC) จำนวน 20 ทีม ซึ่งแต่ละทีมได้รับทุนสนับสนุนสูงสุด 25,000 บาท พร้อมระยะเวลาพัฒนา 20 วัน ก่อนแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 335,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศสูงสุด 200,000 บาท
ความน่าสนใจคือโจทย์ในการแข่งขัน PEA Hackathon 2026 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร โดย PEA ได้นำ Pain Point หรือปัญหาที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญอยู่มาตั้งเป็นโจทย์การแข่งขัน ซึ่งโจทย์ทั้งหมดล้วนถูกคัดเลือกมาจากส่วนที่เป็นธุรกิจหลัก (Core Business) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
***ดันพลังงานไทยมั่นคงรับยุคทอง Data Center
นายปานทอง ถินสถิตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า (ปฏิบัติการโครงข่ายระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เชื่อว่านวัตกรรมจากสตาร์ทอัปจะช่วยพลิกโฉมกระบวนการทำงานของ PEA ทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของไทยแข็งแรงและมั่นคงเพียงพอที่จะรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับโลกที่กำลังเข้ามาในประเทศ เช่น Data Center
"สตาร์ทอัปจะไม่ต้องกังวลเรื่องความยุ่งยากของระเบียบหรือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะในระยะของการทำระบบต้นแบบ PEA ได้เตรียมทีมงานไว้คอยซัพพอร์ตอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่รวดเร็วคล้ายกับการทำงานร่วมกับบริษัทเอกชน"
การแข่งขันครั้งนี้ PEA ได้นำปัญหาธุรกิจหลักมาตั้งเป็นโจทย์ โดยมิติแรกคือเรื่อง Logistics & Supply ซึ่งปัจจุบันองค์กรมีพัสดุคงคลังรวมมูลค่าสูงถึง 15,000 ถึง 19,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการตุนพัสดุยาวนานถึง 15 เดือน เนื่องจากอุปสรรคของระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานานถึง 2 ปี ทำให้ความต้องการใช้งานจริงมักไม่ตรงกับแผนที่วางไว้ เกิดปัญหาของล้นคลังและบางครั้งพัสดุก็ขาดแคลนไม่ทันใช้
เป้าหมายสำคัญของโจทย์นี้คือการหา AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics มาช่วยประมวลผลข้อมูลราคาวัตถุดิบ ทำการพยากรณ์หรือ Demand Forecasting เพื่อวางแผนการจัดซื้อให้สำเร็จภายใน 1-2 นาที และปรับลดระดับ Safety Stock ให้เหลือเพียง 2-3 เดือน
นางสาวชนัญชิดา ชอบชื่นชม รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรและบริหารการเปลี่ยนแปลง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่าหากสตาร์ทอัปทำระบบนี้สำเร็จ จะสามารถช่วย PEA ลดต้นทุนจมทางการเงินได้ตั้งแต่ปีละหลายสิบล้านไปจนถึงหลักพันล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น การบริหารพัสดุที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องรอคอยอุปกรณ์นานๆ ในกรณีที่มีการขอใช้ไฟหรือจำเป็นต้องซ่อมบำรุง
***รับมืออากาศร้อน-ค่าไฟแพง
ในส่วนมิติของการบริหารจัดการโครงข่าย (Grid Operation) PEA มีเป้าหมายต้องการยกระดับสถานีไฟฟ้า 774 แห่งของตัวเอง และของเอกชนอีกกว่า 20,000 แห่ง ผ่านการทำแพลตฟอร์มบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือแบบเรียลไทม์เพื่อลดเวลาการซ่อมบำรุง
อีกไฮไลต์ของโจทย์ที่สะท้อนถึงวิกฤตราคาพลังงานได้ชัดเจนที่สุดคือกรณีการจ่ายไฟที่ "เกาะเต่า" ในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูง เจ้าหน้าที่ PEA ระบุว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าบนเกาะจะทะยานไปถึง 10 เมกะวัตต์ ซึ่งกระแสไฟฟ้าหลักที่ส่งผ่านระบบโครงข่ายมาจากเกาะสมุยและพะงันอาจหลงเหลือไปถึงเกาะเต่าไม่เพียงพอ
เมื่อไฟฟ้าในระบบมาไม่พอ PEA จำเป็นต้องสั่งเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด 10 เมกะวัตต์บนเกาะ ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลมีต้นทุนสูงถึงลิตรละ 50 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึงหน่วยละ 13 บาท แต่ในความเป็นจริง PEA ยังคงต้องให้บริการขายไฟในราคาประมาณหน่วยละ 4 บาทตามนโยบายของภาครัฐ
ด้วยเหตุนี้ PEA จึงต้องการนวัตกรรมระบบ Smart Energy Management System (EMS) ที่สามารถใช้ AI เข้ามาพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และช่วยออกแบบตารางการเดินเครื่องผสมผสานระหว่างไฟฟ้าจากโครงข่าย แบตเตอรี่ และเครื่องปั่นไฟดีเซล ให้มีต้นทุนต่ำที่สุดและลดมลภาวะให้ได้มากที่สุด
***โอกาสสตาร์ทอัปไทย
นายเจษฎากร สมิทธิอรรถกร CEO บริษัท Data Wow และ AI & Digital Innovation Mentor ทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมพลังงานเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสตาร์ทอัป เนื่องจากมีขนาดตลาดใหญ่ และมีโจทย์เชิงระบบจำนวนมาก การได้ร่วมงานกับองค์กรระดับประเทศอย่าง PEA ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้จริง แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัปได้อย่างมีนัยสำคัญ
“สตาร์ทอัปไม่ควรมองขนาดองค์กรเป็นอุปสรรคเพราะ PEA เปิดรับและพร้อมทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เทคโนโลยีอย่าง AI, Data Analytics และ IoT ยังมีโอกาสอีกมาในการสร้าง Impact ให้กับภาคอุตสาหกรรมพลังงาน และเวที PEA Hackathon 2026 นี้ คือโอกาสในการพิสูจน์ศักยภาพของสตาร์ทอัพอีกด้วย”.


