xs
xsm
sm
md
lg

เน็ตไทยยังเล่นได้ไหม หากสงครามลามถึงเคเบิลใต้น้ำขาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สงครามป่วนทะเลแดง สะเทือนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตโลก เปิดจุดเปราะบางสายเคเบิลใต้น้ำที่อาจส่งแรงกระแทกถึงไทย ท่ามกลางความเสี่ยงต่อเส้นทางข้อมูลสำคัญของโลก

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดงและช่องแคบยุทธศาสตร์หลายแห่ง กำลังทำให้คำถามเรื่อง 'ความมั่นคงของอินเทอร์เน็ต' กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง เพราะเมื่อ 'เส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตโลก' อย่างสายเคเบิลใต้น้ำ อาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทหาร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่โลกดิจิทัลซึ่งพึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์จะถูกตั้งคำถามว่า พร้อมรับมือกับวิกฤติดังกล่าวมากเพียงใด

โครงสร้างอินเทอร์เน็ตของโลกไม่ได้กระจายตัวอย่างอิสระทั่วมหาสมุทร หากแต่มีเส้นทางหลักเพียงไม่กี่แนวที่เชื่อมต่อทวีปต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 95% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศยังต้องวิ่งผ่านโครงข่ายเหล่านี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เส้นทางจำนวนไม่น้อยยังพาดผ่านพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงโดยตรง

ประเทศไทยเองก็ไม่อาจแยกขาดจากความเสี่ยงนี้ได้ เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผ่านมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ดังนั้น หากจุดยุทธศาสตร์สำคัญจุดใดจุดหนึ่งเกิดความเสียหายขึ้นจริง ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ วงเสวนา Data Resilience: รับมือวิกฤติสายเคเบิลใต้น้ำและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตของไทย จึงพยายามอธิบายภาพของโครงสร้างดิจิทัลโลกในมุมที่ผู้ใช้งานทั่วไปอาจไม่เคยเห็นมาก่อน


ทะเลแดง คอขวดอินเทอร์เน็ตโลก

แม้อินเทอร์เน็ตจะถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและสามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลได้เมื่อเกิดปัญหา ทว่าในทางปฏิบัติ โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกลับยังมี 'จุดคอขวด' ที่เปราะบางอยู่มาก โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งสายเคเบิลจำนวนมหาศาลต้องวิ่งผ่านเส้นทางเดียวกัน และหนึ่งในจุดที่ถูกยกให้สำคัญที่สุดก็คือบริเวณทะเลแดง

หากพูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คนส่วนใหญ่มักนึกถึง 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ในฐานะเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก แต่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตแล้ว จุดที่สำคัญกว่าในเชิงดิจิทัลกลับเป็น 'ช่องแคบบับ อัล-มันดับ' หรือ Bab al-Mandab ซึ่งแปลว่า 'ประตูแห่งน้ำตา' ตั้งอยู่ระหว่างเยเมน จิบูตี และเอริเทรีย เชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดน

นายภูธนศิษฏ์ ธรรมมะโชติรัตน์ Technology and Commercial Director บริษัท ไชน่า โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CMI อธิบายว่า ช่องแคบฮอร์มุซมีลักษณะคล้ายทางแยกที่เชื่อมเข้าสู่ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน อิรัก หรือประเทศในคาบสมุทรอาหรับ แต่เส้นทางหลักของข้อมูลที่วิ่งจากเอเชียไปยุโรปจริงๆ นั้น จะลงมาทางมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่ทะเลแดง ออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และขึ้นฝั่งที่เมืองมาร์เซย์ของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสายเคเบิลใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เนื่องจากเป็นจุดรวมสายจากเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ก่อนจะกระจายต่อผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินของยุโรป

ดร.นัทธพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT อธิบายเพิ่มเติมว่า ช่องแคบบับ อัล-มันดับมีความกว้างเพียงประมาณ 26-32 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด ซึ่งถือว่าแคบอย่างมากเมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องไหลผ่านทุกวินาที อีกทั้งพื้นที่ที่สามารถวางสายเคเบิลได้จริงยังแคบลงไปอีก เพราะต้องคำนึงถึงระดับความลึกของทะเล เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ และข้อจำกัดทางภูมิประเทศอื่นๆ ส่งผลให้สายเคเบิลจำนวนมากต้องไปกระจุกตัวอยู่ในแนวเดียวกัน

ในพื้นที่กว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรนั้น มีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 15 ระบบวางอยู่ใกล้ชิดกัน และสายเหล่านี้รองรับทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างเอเชียกับยุโรปได้เกือบ 90% จึงไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็น 'คอขวดของอินเทอร์เน็ตโลก' อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ความเปราะบางของจุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อกังวลเชิงทฤษฎี เพราะในเดือน ก.พ.2567 เรือสินค้าอังกฤษที่ถูกขีปนาวุธของกลุ่มฮูตีโจมตีจนจมลงในทะเลแดง ได้ลากสมอเรือไปสร้างความเสียหายให้แก่สายเคเบิล AAE-1, EIG และ SEACOM จนทำให้ทราฟฟิกระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางหายไปถึง 25% ในทันที ขณะเดียวกัน ในเดือน ก.ย.2568 ก็เกิดเหตุสายเคเบิลหลายเส้นถูกตัดอีกครั้งใกล้เมืองเจดดาห์ กระทบระบบ SEA-ME-WE 4 และ IMEWE จนไมโครซอฟท์ต้องเร่งเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิก Azure อย่างฉุกเฉิน


4 ประตูเชื่อมไทยสู่โลก

เมื่อความเสี่ยงของทะเลแดงชัดเจนขึ้น คำถามถัดมาคือ แล้วประเทศไทยเชื่อมต่อออกสู่โลกภายนอกผ่านช่องทางใดบ้าง หากจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับผลกระทบ ไทยจะรับมืออย่างไร

นายภูธนศิษฏ์ อธิบายว่า ไชน่า โมบาย มีระบบเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 80 ระบบทั่วโลก และสำหรับประเทศไทย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประตูหลัก ประตูแรกคือ ทิศเหนือ เชื่อมต่อผ่านลาว เวียดนาม และจีน มุ่งหน้าสู่ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์สำคัญของเอเชีย โดยมีสัดส่วนทราฟฟิกประมาณ 10-15%

ประตูที่สองคือ ทิศใต้ ซึ่งถือเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญที่สุด โดย นายฐิติวัฒน์ อินทสิทธิ์ Head of Network & Technology Planning บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC เปิดเผยว่า ข้อมูลอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยกว่า 91.12% ต้องวิ่งผ่านไปยังสิงคโปร์เพื่อเข้าถึงคอนเทนต์จากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ที่นั่น ขณะเดียวกัน นายภูธนศิษฏ์ ระบุในอีกมุมว่า ข้อมูลประมาณ 60-70% ของไทยไหลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินไปยังมาเลเซีย ก่อนมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค

ประตูที่สามคือ ฝั่งตะวันออก หรืออ่าวไทย เชื่อมต่อผ่านเคเบิลใต้น้ำ มุ่งหน้าสู่สิงคโปร์และฮ่องกง มีสัดส่วนทราฟฟิกราว 15-20% ส่วนประตูที่สี่คือ ฝั่งตะวันตก หรือมหาสมุทรอินเดีย-อันดามัน แม้จะมีสัดส่วนทราฟฟิกน้อยที่สุดเพียงประมาณ 5% แต่กลับมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางตรงที่เชื่อมต่อไทยไปยังยุโรปผ่านมหาสมุทรอินเดียและทะเลแดง ซึ่งหมายความว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามจนกระทบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณนั้น ไทยก็อาจได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านประตูฝั่งนี้ทันที


ทำไมเน็ตไทยยังไม่ล่ม

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางผ่านทะเลแดงจะเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ แต่เหตุใดอินเทอร์เน็ตไทยจึงไม่ได้ล่มทั้งระบบ คำอธิบายสำคัญอยู่ที่แนวคิด Redundancy หรือความซ้ำซ้อนของระบบ ควบคู่กับ Data Resilience หรือความยืดหยุ่นของข้อมูล

ดร.นัทธพงศ์อธิบายว่า ระบบโทรคมนาคมมีการทำงานเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือโครงสร้างกายภาพ เช่น สายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเปรียบได้กับถนน ส่วนอีกชั้นคือระบบเราเตอร์และเครือข่าย IP ที่ทำหน้าที่เสมือนป้ายบอกทางและสามารถค้นหาเส้นทางใหม่ได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น เมื่อเส้นทางที่สั้นที่สุดผ่านทะเลแดงเกิดความเสียหาย ระบบจะทำการ Reroute หรือเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลทันที เช่น อ้อมไปทางญี่ปุ่น ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังสหรัฐ ก่อนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงยุโรปแทน

นายฐิติวัฒน์เสริมว่า สำหรับ ซิมโฟนี่ มีการสำรองความจุแบนด์วิดท์ไว้อย่างน้อยประมาณ 50% ซึ่งหมายความว่า หากเส้นทางหลักเกิดปัญหา ก็ยังมีความจุสำรองเพียงพอรองรับทราฟฟิกที่เปลี่ยนเส้นทางเข้ามาได้

แม้กระนั้น การอ้อมเส้นทางย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย นั่นคือ Latency หรือความหน่วงของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น โดย ดร.นัทธพงศ์ ระบุว่า การอ้อมโลกในลักษณะนี้จะทำให้ค่าความหน่วงเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 100-120 มิลลิวินาที และเมื่อรวมกับค่าปกติแล้ว อาจขยับขึ้นไปใกล้ 300 มิลลิวินาทีได้

กระนั้นก็ดี ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในไทยกลับแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบในชีวิตประจำวัน เหตุผลสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยี Content Delivery Network หรือ CDN ซึ่งทำหน้าที่คัดลอกคอนเทนต์ยอดนิยม เช่น YouTube, Facebook หรือ Netflix ไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานปลายทางมากที่สุด เพื่อให้ดึงข้อมูลได้รวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องส่งคำขอข้ามมหาสมุทรทุกครั้ง

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET กล่าวว่า บริการ Top 10 ที่คนไทยใช้งานมากที่สุดจำนวนมากถูกวางไว้ในประเทศไทยแล้ว กล่าวคือ แม้ผู้ใช้จะรู้สึกเหมือนกำลังใช้งานทราฟฟิกต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ คอนเทนต์จำนวนมากถูกจัดเก็บอยู่ในประเทศเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างน้อยก็อยู่ในสิงคโปร์ จึงทำให้ผลกระทบจากเหตุในทะเลแดงเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจาก CDN แล้ว ระบบ DNS หรือ Domain Name System ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงของอินเทอร์เน็ตไทย ดร.เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย หรือ THNIC อธิบายว่า DNS เปรียบเสมือนสมุดโทรศัพท์ของอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่จับคู่ชื่อเว็บไซต์กับหมายเลข IP Address ให้โดยอัตโนมัติ และเพื่อเพิ่มความมั่นคง THNIC ได้ร่วมกับ Bangkok Neutral Internet Exchange หรือ BKNIX นำ Root Server และ Instance ของโดเมนสำคัญระดับโลก เช่น .com และ .net รวมถึงโดเมนไทยอย่าง .th และ .ไทย มาติดตั้งไว้ภายในประเทศแล้ว

นั่นหมายความว่า แม้การเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะมีปัญหา การค้นหาที่อยู่เว็บไซต์ก็ยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็วจากภายในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องส่งคำขอออกไปต่างประเทศทุกครั้ง จึงนับเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ระบบยังประคองตัวได้ แม้โลกภายนอกจะปั่นป่วน


ไทยต้องมีแผนสำรองรอบด้าน

อย่างไรก็ดี การที่อินเทอร์เน็ตไทย 'ไม่ล่ม' ไม่ได้หมายความว่า 'ไม่เจ็บ' เพราะผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า ผลกระทบจะเริ่มปรากฏชัดในบริการที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ห่างไกล โดยเฉพาะในยุโรป

ดร.นัทธพงศ์อธิบายว่า เมื่อเส้นทางเครือข่ายหลักได้รับผลกระทบ ระบบจะต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองที่ยาวกว่าเดิมมาก ส่งผลให้ค่าความหน่วงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความหน่วงที่เพิ่มขึ้นราว 100 กว่ามิลลิวินาทีนั้น จะกระทบโดยตรงต่อบริการที่ต้องตอบสนองเร็ว เช่น เกมออนไลน์ หรือระบบที่มีการเคลื่อนไหวเร็วและต้องการ Response time ต่ำ

สำหรับนักเล่นเกมออนไลน์ ค่าความหน่วงในระดับประมาณ 300 มิลลิวินาทีถือเป็นจุดที่ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกถึงอาการแลคอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน บริการอื่นที่ต้องสื่อสารข้อมูลแบบทันทีก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับคู่ค้าในยุโรป แอปพลิเคชันทางการเงินบางประเภท หรือแม้แต่ระบบ ERP ที่มีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว หาก Latency สูงเกินกว่าค่าที่ระบบกำหนดไว้ การสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ก็อาจไม่ตอบสนองเลย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นเท่ากันกับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ผู้ใช้งานทั่วไปที่เสพคอนเทนต์จากเอเชียด้วยกันอาจแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่กลุ่มธุรกิจที่ต้องเชื่อมต่อกับยุโรปโดยตรง รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างพัทยาและภูเก็ต ซึ่งมีชาวต่างชาติจำนวนมากใช้บริการจากยุโรป อาจได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

ในมุมของภาคธุรกิจ นางมรกตให้คำแนะนำชัดเจนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมแผนรองรับล่วงหน้า ก่อนที่ระบบเครือข่ายระหว่างประเทศจะเกิดความล่าช้าหรือขัดข้องจริง เพราะหากปล่อยให้ค่า Latency สูงเกินระดับที่ระบบยอมรับ แอปพลิเคชันบางประเภทอาจใช้งานไม่ได้ทันที และทำให้กระบวนการทางธุรกิจหยุดชะงักโดยไม่ทันตั้งตัว

แนวทางที่องค์กรควรเร่งเตรียมไว้จึงได้แก่ การจัดทำ Business Continuity Plan หรือ BCP การใช้บริการ Local Cloud การสำรองข้อมูลสำคัญไว้ภายในประเทศ และการกระจายความเสี่ยงด้วยการใช้ผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน โดยนางมรกตย้ำว่า ในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชื่อมโยงถึงกันทั้งโลก หลักคิดสำคัญที่สุดคือ 'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' และคนไทยเองก็ต้องเป็นที่พึ่งของกันและกัน

นอกจากความเสียหายทางกายภาพของสายเคเบิลใต้น้ำแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงอีกหนึ่งความเสี่ยงที่อาจมาพร้อมกัน นั่นคือการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอันตรายเป็นพิเศษเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายทางกายภาพมาก่อน อีกทั้งยังอาจมีความพยายามใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นเป็นฐานในการโจมตีต่อไป ทำให้ทุกประเทศจำเป็นต้องเฝ้าระวังภัยรูปแบบนี้ควบคู่กับความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ไปยังโจทย์ที่ใหญ่กว่าเรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ นั่นคือ 'วิกฤตพลังงาน' โดย ดร.เพ็ญศรี ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเรื่องพลังงาน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาล หากไฟฟ้าขาดหาย ทุกอย่างก็อาจดับลงพร้อมกันได้ทันที ขณะที่ นางมรกตเสริมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือบ้านของทุกบริการออนไลน์ และไทยยังมีข้อได้เปรียบเรื่องค่าไฟที่สมเหตุสมผลและเสถียรภาพค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ได้มาก แต่หากเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นจริง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องยกระดับให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็น Critical Infrastructure ลำดับต้นๆ ที่ต้องได้รับการจัดสรรพลังงานก่อนภาคส่วนอื่น

ท้ายที่สุด นายภูธนศิษฏ์ สรุปภาพรวมไว้อย่างชัดเจนว่า อินเทอร์เน็ตคือโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลก ข้อมูลยังสามารถไปถึงกันได้ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับประเภทของแอปพลิเคชันและเส้นทางที่เหลืออยู่ ดังนั้น ภาพรวมของวิกฤตินี้จึงไม่ได้ชี้ว่าไทยไม่พร้อม หากแต่สะท้อนว่า ไทยพร้อมในระดับหนึ่ง ผ่านแผนสำรองของผู้ให้บริการอย่าง ไชน่า โมบาย, NT, ซิมโฟนี่ และ INET ที่มีทั้งโครงข่ายสำรองและทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความพร้อมดังกล่าวก็ไม่ได้แปลว่าไทยไร้ความเสี่ยง เพราะกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดียหรือบริการที่มี CDN ในไทยและสิงคโปร์อาจได้รับผลกระทบน้อย ขณะที่กลุ่มเกมออนไลน์ การประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับยุโรป ระบบ ERP ระบบธนาคารที่มีเซิร์ฟเวอร์หลักอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว หรือบริการสตรีมมิ่งจากยุโรปที่ยังไม่มี CDN ในเอเชีย ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญพยายามย้ำตลอดทั้งเวทีจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่า 'เน็ตไทยยังไม่ล่ม' แต่คือการเตือนว่า ในโลกที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถสะเทือนมาถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ทุกเมื่อ การมีแผนสำรองที่รอบคอบ การพึ่งพาตนเอง การสำรองข้อมูลไว้ในประเทศ การใช้ Local Cloud และการคิดเผื่อถึงวิกฤติไซเบอร์รวมถึงวิกฤติพลังงาน ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยังยืนได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก