'กสทช.' ถกเดือดกว่า 5 ชั่วโมง เคาะมีอำนาจกำกับ OTT ในแผนแม่บทสื่อฯ ฉบับใหม่ ชี้ต้องทำงานร่วม ETDA เดินหน้าปิดช่องว่างคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 8 เม.ย.69 ซึ่งใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง ในวาระพิจารณา (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2569-2573 ถกเถียงกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า กสทช. ควรบรรจุอำนาจในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ OTT (Over-The-Top) ไว้ในแผนแม่บทฉบับดังกล่าวหรือไม่
รายงานข่าวระบุว่า ในระหว่างการประชุม ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้ตั้งคำถามต่อที่ประชุมเกี่ยวกับนิยามของ OTT อยู่เป็นระยะ ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงเครียดขึ้น เนื่องจาก กรรมการ กสทช. บางส่วนเห็นว่า การอภิปรายวนอยู่กับนิยามเดิมมากเกินไป และอาจทำให้การพิจารณาแผนแม่บทที่รอคอยมานานไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว กระทั่งระหว่างการประชุมเกิดเหตุไฟดับจากหม้อแปลงระเบิด ส่งผลให้ต้องพักการประชุมชั่วคราว ก่อนกลับมาเริ่มประชุมอีกครั้งในเวลา 13.00 น.
อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับเข้าสู่วาระการประชุมอีกครั้ง ประเด็น OTT ยังคงเป็นจุดที่เห็นต่างกัน ทั้งในเรื่องนิยามและขอบเขตอำนาจตามกฎหมายของ กสทช. จนในที่สุด รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. เสนอให้ที่ประชุมหาข้อสรุปร่วมกัน โดยเห็นว่าไม่ควรตัดอำนาจของ กสทช. ออกจากแผนแม่บท และการถกเถียงเรื่องนิยาม OTT ต่อไปจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเดินหน้าแผนแม่บท
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแล OTT แต่ต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.)การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 อยู่แล้ว ในการกำกับให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลจดแจ้งการประกอบธุรกิจ
ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือกันอย่างกว้างขวางในเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีลักษณะเผยแพร่ภาพและเสียง หรือที่เดิมเรียกว่า OTT แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีข้อถกเถียงว่า กสทช. มีอำนาจในส่วนนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ว่า กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมายและมติที่ประชุม กสทช. ที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 และ 2566 ซึ่งระบุให้ OTT เป็นกิจการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง
ศ.ดร.พิรงรอง กล่าวว่า แนวทางกำกับดูแลในระยะต่อไปจะไม่ใช่การเข้าไปควบคุมผู้ผลิตเนื้อหา หรืออินฟลูเอนเซอร์โดยตรง แต่จะเน้นสร้างกลไกการรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีหน้าที่รับผิดชอบต่อระบบและเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบริการของตน โดยหลังจากแผนแม่บทแล้วเสร็จ จะมีการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลในรายละเอียดตามมา
ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญของการกำกับดูแลดังกล่าว คือการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องแบกรับต้นทุนและภาระตามกฎหมายจำนวนมาก ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังอยู่ในสภาพที่การกำกับดูแลไม่ชัดเจน โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้นจะพิจารณาจากลักษณะของแพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศไทย มีการแสดงผลเป็นภาษาไทย และมีการเผยแพร่ภาพหรือเสียงสู่สาธารณะ
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า แผนแม่บทฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดช่องว่างทางกฎหมายที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะพยายามใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้าไปกำกับดูแลแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อรับมือกับปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ศ.ดร.พิรงรอง ยังระบุว่า ประเด็น OTT เป็นเพียงหนึ่งในหลายรายละเอียดของแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับใหม่ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อ อาทิ แนวคิดการผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้สะดวกมากขึ้น รวมถึงเป็นกลไกสนับสนุนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยไม่ให้ถูกกลืนหายไปในแพลตฟอร์มระดับโลก
แพลตฟอร์มดังกล่าวยังถูกวางให้เป็นช่องทางสำคัญสำหรับนำบริการทีวีดิจิทัลของไทยขึ้นไปอยู่บนระบบออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะเชื่อมต่อไปสู่การพิจารณาโรดแมปทีวีดิจิทัลในระยะถัดไป โดย กสทช. จะนำเรื่องดังกล่าวกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้งหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในวันที่ 21-22 เม.ย.69 ส่วนประเด็นการต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ซึ่งจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572 นั้น ยังไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป


