กระเป๋าหนังที่ทำจากคอลลาเจนของไทรันโนซอรัส เร็กซ์ หรือ T-Rex สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 66 ล้านปี ได้ถูกนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก 2 เมษายน 69 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นโชว์เคสที่ทำให้โลกได้เป็นพยานว่าสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ สามารถเกิดขึ้นได้จริงบนโลกใบนี้
หัวใจของโครงการนี้คือความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กร ได้แก่ เอเจนซีครีเอทีฟ VML (ในเครือ WPP) บริษัทวิศวกรรมจีโนมิกส์ The Organoid Company และผู้บุกเบิกเทคโนโลยีหนังชีวภาพ Lab-Grown Leather Ltd.
ทีมวิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นโปรเจ็กต์นี้จากลำดับคอลลาเจนที่พบในซากดึกดำบรรพ์ของ T-Rex จากนั้นจึงใช้ชีววิทยาเชิงคำนวณและโมเดลปัญญาประดิษญ์ (AI) เพื่อทำนายและสร้างข้อมูลพันธุกรรมที่เหลืออยู่ให้ครบสมบูรณ์ ก่อนจะสังเคราะห์ DNA และฝังเข้าไปในสายเซลล์พาหะเพื่อเพาะเลี้ยงในระดับพันล้านเซลล์
อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือ Lab-Grown Leather ใช้แนวทาง scaffold-free ซึ่งปล่อยให้เซลล์สร้างโครงสร้างของตัวเองตามธรรมชาติ ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า ATEP ผลลัพธ์ที่ได้คือวัสดุที่มีโครงสร้างเทียบเท่าหนังแท้จากสัตว์ทุกประการ แต่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ ไม่ทำลายป่า และไม่ผ่านกระบวนการฟอกด้วยสารโครเมียม
***จากห้องแล็บสู่รันเวย์
เมื่อวัสดุพร้อม แผ่นหนัง T-Rex ถูกส่งมอบให้กับ Enfin Levé แบรนด์โปแลนด์ที่ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์ Michal Hadas เพื่อออกแบบกระเป๋าใบพิเศษนี้
แทนที่จะบังคับให้วัสดุเข้ากับรูปแบบกระเป๋าหรูทั่วไป Hadas เล่าว่าได้ใช้วิธีเลือกปรับการออกแบบตามลักษณะของแผ่นหนัง T-Rex โดยจะดูว่าแผ่นหนังรับแรงตึงอย่างไร มีความแข็งแกร่งตรงไหน และปล่อยให้ตัววัสดุเป็นตัวกำหนดรูปทรงของชิ้นงาน
กระเป๋าใบนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่ Art Zoo Museum อัมสเตอร์ดัม คู่กับโครงสร้างจำลองไดโนเสาร์ T-Rex ขนาดเท่าตัวจริง ซึ่งเป็นแม่พิมพ์จากตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
โปรเจ็กต์นี้มีความหมายในเชิงอุตสาหกรรมที่ไกลกว่าแฟชั่นโชว์ แต่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าวัสดุชีวภาพสังเคราะห์กำลังเข้าสู่ตลาดสินค้าหรูอย่างจริงจัง Bas Korsten CCO ของ VML ระบุว่าปัญหาที่ผ่านมาของ "หนังแล็บ" คือการดู เป็นของเลียนแบบ แต่ T-Rex Leather ไม่ได้พยายามลอกเลียนหนังวัวหรือจระเข้ เพราะสามารถเป็นวัสดุประเภทใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์
หลังจากจัดแสดงเป็นเวลา 6 สัปดาห์ กระเป๋าชิ้นนี้จะถูกนำไปประมูล ส่วนตัววัสดุ T-Rex Leather เองนั้น บริษัทวางแผนจะผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป โดยในระยะแรกมุ่งเน้นที่อุปกรณ์เสริมระดับลักชัวรี และมีแผนขยายไปยังอุตสาหกรรมแฟชั่น ยานยนต์ และวัสดุประสิทธิภาพสูงในอนาคต
Thomas Mitchell CEO ของ The Organoid Company กล่าวว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่วิศวกรรมสังเคราะห์ชีวภาพ (synthetic biology) ได้ก้าวออกจากโลกการแพทย์สู่นวัตกรรมวัสดุอย่างยั่งยืน ขณะที่ Prof. Che Connon จาก Lab-Grown Leather ชี้ว่าความสำเร็จนี้พิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีเซลล์ในการสร้างวัสดุจากสปีชีส์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
สำหรับนักสังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ โครงการนี้ตอกย้ำทิศทางที่น่าจับตามอง นั่นคือการใช้ข้อมูลจีโนมิกส์โบราณร่วมกับ AI เพื่อออกแบบวัสดุที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น.


