ตลาดสื่อสารไทยยังขาขึ้นต่อเนื่อง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ และรักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่า 3 ตลาดย่อย ได้แก่ ตลาดบริการสื่อสาร ตลาดอุปกรณ์สื่อสาร และตลาดอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคม มีแนวโน้มเติบโตจาก 711,900 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 805,200 ล้านบาทในปี 2569 หรือเฉลี่ย 4.19% ต่อปี
แรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของบริการดิจิทัล การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของภาคเอกชน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 60.94 ล้านคนในปี 2567 เป็น 62.11 ล้านคนในปี 2569 หรือเติบโตเฉลี่ย 0.64% ต่อปี แม้จำนวนผู้ใช้จะไม่ได้พุ่งแรงมากนัก แต่ปริมาณการใช้งานกลับขยายตัวชัดเจน โดยอินเทอร์เน็ตประจำที่เติบโตเฉลี่ย 7.29% ต่อปี และอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ภายในประเทศเติบโตเฉลี่ย 11.06% ต่อปี
พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยก็ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว เพราะอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ยังเป็นช่องทางหลัก ขณะที่ Wi-Fi สาธารณะทำหน้าที่เป็นบริการเสริม โดยคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่เฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง และใช้อินเทอร์เน็ตประจำที่เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่เฉลี่ยประมาณเดือนละ 580 บาทต่อคน และค่าอินเทอร์เน็ตประจำที่เฉลี่ยประมาณเดือนละ 720 บาทต่อคน อีกทั้งยังใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก และใช้ Social Media อย่างเข้มข้น จึงทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลกลายเป็นแกนกลางของทั้งเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบรรดาธุรกิจที่กำลังถูกจับตาอย่างมาก 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ถูกยกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ หลัง สำนักงาน กสทช. ประเมินว่า ในช่วงปี 2568-2574 อุตสาหกรรมนี้จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 27.71% ต่อปี และมีมูลค่าตลาดเพิ่มจากประมาณ 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท
โดยมี 3 ปัจจัยหนุน ได้แก่ การลงทุนใน Hyperscale Data Center ของผู้เล่นระดับโลกอย่าง Amazon Web Services (AWS), Google และ TikTok ซึ่งมีแผนลงทุนในไทยรวมประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6.45 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 การขยายตัวของการใช้งาน AI ซึ่งปัจจุบันองค์กรไทยเริ่มใช้แล้วประมาณ 20% และมากกว่า 70% มีแผนนำ AI มาใช้ในอนาคต รวมถึงแรงสนับสนุนจากภาครัฐที่ต้องการผลักดันไทยสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ผ่านมาตรการของ BOI และนโยบาย Thailand 4.0 โดยในปี 2568 BOI อนุมัติโครงการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 11 โครงการ มูลค่ารวม 2.09 แสนล้านบาท
◉ จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ดี ยิ่งเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าแรงมากเท่าไร โจทย์ด้านการกำกับดูแลก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น นายไตรรัตน์ เผยว่า สำนักงาน กสทช. เตรียมออกประกาศปรับรูปแบบใบอนุญาตของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์จากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. เร็วๆ นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569
เนื่องจากใบอนุญาตแบบที่ 1 เดิม เหมาะกับผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง เน้นขายต่อบริการหรือให้บริการเสริม เช่น บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ISP) ผ่านการเช่าโครงข่ายของผู้อื่น ซึ่งเป็นการอนุญาตแบบแจ้งให้ทราบ ขณะที่ ใบอนุญาตแบบที่ 3 ใช้กับผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปหรือผู้ให้บริการรายอื่น และมีเงื่อนไขกำกับเข้มในระดับเดียวกับบริการโทรศัพท์และเคเบิลใต้น้ำ
เหตุผลที่ต้องเร่งจัดระเบียบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องใบอนุญาต แต่รวมถึงแรงกดดันจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมากกว่า 10 ราย ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และยังมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง จนไทยต้องกลับมาทบทวนเรื่องการจัดโซนนิ่งอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพลังงานไฟฟ้าและน้ำในอนาคต
โดยต่างประเทศเองก็เริ่มระมัดระวังมากขึ้น สหรัฐอเมริการะงับการลงทุนใหม่ชั่วคราว 3 ปี ขณะที่สิงคโปร์พิจารณาเข้มขึ้นก่อนอนุญาต จึงยิ่งทำให้กระแสการลงทุนบางส่วนไหลเข้ามาไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากสถาบันการเงินที่กังวลต่อการปล่อยกู้ระดับหลายร้อยล้านบาท หากในอนาคตบางโครงการถูกทิ้งร้าง รวมถึงความเสี่ยงเรื่องทุนเทา ที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นช่องทางสนับสนุนแก๊งมิจฉาชีพผ่านระบบสื่อสาร
"หากยกระดับใบอนุญาตแล้ว สำนักงานจะไม่เพียงจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น แต่ยังจะมีเครื่องมือกำกับดูแลได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการกำหนดโซนนิ่งให้เหมาะกับกำลังพลังงานของแต่ละพื้นที่ การพิจารณาสร้างนิคมอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อรองรับการใช้งานโดยไม่กระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชน ตลอดจนการตรวจสอบได้ว่าผู้ประกอบการให้บริการกับลูกค้ารายใดบ้าง มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และมีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับทุนเทาหรือไม่ ยืนยันว่า ก่อนออกประกาศใหม่จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน และเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน" นายไตรรัตน์ กล่าว
◉ ทุนใหญ่ไหลเข้าฐานไทย
ภาพการลงทุนที่ร้อนแรงยังสะท้อนผ่านข้อมูลของ BOI ซึ่งที่ประชุมบอร์ด เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด 3 โครงการ มูลค่า 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ จ.ระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่า 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ใน กทม. รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ และบริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ มูลค่า 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ จ.ระยอง และสมุทรปราการ
ขณะที่ ตลอดปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จ.ระยอง 33% จ.ชลบุรี 32% จ.สมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ใน จ.ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และ กทม. พร้อมกับมีผู้เล่นรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติทยอยเข้ามาปักหมุด ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น
◉ เปิดเกมคุมโทรคมปี 69
นอกจากภาพการลงทุนที่ขยายตัวแรงแล้ว ตัวชี้วัดระดับนานาชาติยังสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมไทยดีขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงาน IDI 2025 ของ ITU ระบุว่า สัดส่วนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มจาก 92.6% ในปี 2567 เป็น 94.2% ขณะที่ครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มจาก 95.2% เป็น 96.5% อีกทั้ง คุณภาพและการเข้าถึงบริการก็ขยับดีขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณ 3G และ 4G/LTE จาก 98.4% เป็น 99% ความสามารถเข้าถึงแพ็กเกจมือถือจาก 90.6% เป็น 94.9% ปริมาณใช้งานบรอดแบนด์เคลื่อนที่ต่อผู้ใช้เพิ่มจาก 90.4 GB เป็น 91.6 GB รวมถึงบรอดแบนด์ประจำที่จาก 92.4% เป็น 93% และสัดส่วนผู้ถือครองโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก 92.9% เป็น 93.1% แม้บางตัวเลขจะชะลอลงเล็กน้อย เช่น การสมัครใช้งานบรอดแบนด์เคลื่อนที่ต่อประชากร 100 คน อยู่ที่ 80.9% จาก 81.2% และบรอดแบนด์ประจำที่อยู่ที่ 87.3 GB จาก 89.5 GB แต่โดยรวมยังชี้ชัดว่าโครงข่ายไทยแข็งแรงพอรองรับการเติบโตระลอกใหม่
จากทิศทางดังกล่าว กสทช. จึงเร่งวางหมากนโยบายปี 2569 โดยโฟกัส 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำกับและส่งเสริมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่พลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ Net Zero การจัดระเบียบสายสื่อสารและท่อร้อยสายโดยกำกับอัตราค่าตอบแทน 9,650-12,500 บาทต่อกิโลเมตรต่อเดือน และผลักดันโครงสร้างพื้นฐานร่วมเพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน ควบคู่กับการปรับ Spectrum Roadmap และเตรียมจัดสรรคลื่น 2100 MHz ขนาด 2 x 45 MHz รวมถึง 850 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz และ 3300-3700 MHz รวม 400 MHz ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ถึงไตรมาส 1 ปี 2570 เพื่อรองรับการยกระดับสู่ 5.5G พร้อมศึกษาคลื่น 600 MHz
นอกจากนี้ ยังขยับสู่การกำกับการใช้ AI ในกิจการโทรคมนาคม และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยล่าสุดเห็นชอบให้นำร่างโครงสร้างค่าโทรมือถือเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งกำหนดแพ็กเกจเริ่มต้นไม่เกิน 210 บาทต่อเดือน ให้สิทธิใช้งานเสียง 70 นาที อินเทอร์เน็ต 6 GB และใช้งานต่อได้ที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 512 Kbps เทียบกับแพ็กเกจเดิม 240 บาท สะท้อนว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ กสทช. เร่งจัดระเบียบโครงสร้างโทรคมนาคมไทยให้ทันการแข่งขัน เทคโนโลยีใหม่ และความเสี่ยงยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง


