xs
xsm
sm
md
lg

Intel Core Ultra Series 3 พร้อมรบ มั่นใจชิปขนาด 18A ผลิตในอเมริกาไม่กระทบราคา-จัดส่งไทยฉลุย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อินเทล (Intel) ประกาศวางจำหน่ายแล็ปท็อปที่ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra Series 3 (โค้ดเนม Panther Lake) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ยันชิปใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี 18A ผลิตในสหรัฐอเมริกานั้น จะไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อราคาหรือความพร้อมในการจัดส่งสินค้ามายังประเทศไทย การันตีมีดีไซน์ให้เลือกมากกว่า 200 รูปแบบจากผู้ผลิตหลากแบรนด์ เผยสถิติจัดส่ง AI PC ไปแล้วกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก

นายจอร์จ ชาโก ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียของอินเทล กล่าวถึงโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra Series 3 รุ่นใหม่ที่ผลิตบนเทคโนโลยีการผลิต Intel 18A ซึ่งเป็นโหนดกระบวนการผลิตขั้นสูงที่สุดที่พัฒนาและผลิตในสหรัฐฯ ว่าเทคโนโลยีชิปขนาด 18A ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาจะไม่กระทบต่อราคาหรือการจัดส่งในไทย เนื่องจากระบบซัปพลายเชนและเครือข่าย OEM ของบริษัทได้ดำเนินงานในระดับโลก การกระจายสินค้ามายังไทยจึงราบรื่นเช่นเดิม

"แน่นอนว่าเราคือผู้นำ เราไม่เคยไม่เป็นที่หนึ่ง" จอร์จระบุ "โปรเซสเซอร์ Series 3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนเกม เพราะเป็นการรวมจุดเด่นในทุกๆ ด้านไว้ด้วยกัน ทั้งประสิทธิภาพการประมวลผลที่ดีขึ้น 60% ประสิทธิภาพด้าน AI ดีขึ้น 2 เท่า ด้านกราฟิกดีขึ้นสูงสุด 70% และการจัดการพลังงานใช้ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน 27 ชั่วโมง ผู้ใช้สามารถพกแล็ปท็อปขึ้นเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเดินทางไปสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่เพิ่ม"

จอร์จ ชาโก ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียของอินเทล
Intel Core Ultra Series 3 ที่จอร์จพูดถึงนี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในงาน CES 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญล่าสุดในโรดแมปสินค้าหน่วยประมวลผลเพื่อผู้ใช้ (Client Computing) ของอินเทล ที่ผสานขีดความสามารถ AI ขั้นสูงและสมรรถนะการประมวลผลระดับพรีเมียมเข้ากับแล็ปท็อปยุคใหม่

จอร์จระบุว่าตั้งแต่วันนี้ ผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศไทยสามารถเลือกซื้อแล็ปท็อปที่ติดตั้งโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ได้จากแบรนด์พันธมิตรชั้นนำอย่าง Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo และ MSI ผ่านร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศ

  Intel เปิดเผยว่าภายในเดือนมกราคม 2569 บริษัทได้จัดส่ง AI PC ไปแล้วกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก
สำหรับโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra Series 3 นั้นผลิตบนเทคโนโลยีการผลิต Intel 18A รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นโหนดกระบวนการผลิตขั้นสูงที่สุดที่พัฒนาและผลิตในสหรัฐฯ มาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ที่ปรับแต่งโดยเฉพาะเพื่อตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ CPU, กราฟิก และเวิร์กโหลด AI โดยตรง

ชิปนี้รวมหน่วยประมวลผลหลัก (CPU), หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และ NPU (Neural Processing Unit) เข้าไว้ในแพ็กเกจเดียวกัน ช่วยเร่งการประมวลผล AI แบบ on-device ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานเครื่องมือ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างคอนเทนต์ขั้นสูง หรือการทำงานร่วมกันโดยมี AI เป็นผู้ช่วย โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ตลอดเวลา

คุณสมบัติเด่นของ Intel Core Ultra Series 3 คือประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีขึ้นสูงสุด 70%
คุณสมบัติเด่นของโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่คือประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับสูง อินเทลการันตีว่าสามารถมอบอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานที่สุดในกลุ่ม AI PC ที่ขับเคลื่อนด้วย Intel ด้วยการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพต่อวัตต์

นอกจากนี้ ยังตอบเรื่องสมรรถนะ AI ขั้นสูง ผลจาก NPU ในตัวที่ให้พลังประมวลผล AI สูงสุดถึง 50 TOPS สำหรับงาน AI บนเครื่องโดยเฉพาะ (รวมกับ GPU สามารถสูงถึงประมาณ 180 TOPS สำหรับแพลตฟอร์มทั้งหมด)

ที่น่าสนใจคือสถาปัตยกรรม Intel Arc Xe3 (สูงสุด 12 Xe-cores ในรุ่นท็อป) ได้รับการเชิดชูว่ายกระดับการเล่นเกม การเรนเดอร์ และงานสร้างสรรค์ภาพอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการผสานรวมเหล่านี้ทำให้เกิด AI PC ที่บางเบา ทรงพลัง สามารถรับมืองานซับซ้อนได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันก็ยังคงความคล่องตัวในการพกพา โดยโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra Series 3 จะถูกนำไปใช้ในแล็ปท็อปมากกว่า 200 รุ่นทั่วโลก ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่พรีเมียม บางเบา เกมมิ่ง ไปจนถึงโซลูชันสำหรับองค์กร

โปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra Series 3 จะถูกนำไปใช้ในแล็ปท็อปมากกว่า 200 รุ่นทั่วโลก
ในประเทศไทย ผู้บริโภคจะได้เห็นตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่โน้ตบุ๊กบางเบาที่เหมาะสำหรับงานออฟฟิศและครีเอเตอร์ ไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงสำหรับเกมเมอร์ ซึ่งจะทยอยวางจำหน่ายตลอดปี 2569

*** AI PC แก้ปมต้นทุนคลาวด์พุ่ง

เมื่อถามถึงมุมมองต่อตลาด AI PC ยุคใหม่ จอร์จระบุว่าอินเทลปักธงเรื่อง AI PC มาร่วม 2 ปีแล้ว และทิศทางที่บริษัทวางเดิมพันคือ Edge AI หรือการประมวลผลบนตัวเครื่องโดยตรง เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่ยังครอบคลุมประเด็นที่องค์กรยุคนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งต้นทุนคลาวด์ที่พุ่งสูง ประสิทธิภาพที่ไม่สม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ Data Sovereignty หรืออธิปไตยของข้อมูล ซึ่งหลายองค์กรไม่ต้องการให้ข้อมูลละเอียดอ่อนออกไปประมวลผลที่อื่น

"โลกแห่งอนาคตคือที่ที่ AI จะถูกประมวลผลบนอุปกรณ์ (Edge) มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการประมวลผล AI บนคลาวด์นั้นมีราคาแพงและไม่มีประสิทธิภาพ" จอร์จกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบคลาวด์ ทั้งในเรื่องต้นทุนและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจและผู้ใช้งานหันมาประมวลผล AI บนเครื่องของตัวเองแทน

ในตลาดไทย สัญญาณเหล่านี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จอร์จเผยว่าปัจจุบันพีซีใหม่จาก OEM มากกว่า 50% ถือเป็น AI PC อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นพีซีที่มีทั้ง CPU, GPU และ NPU ทำงานประสานกัน และแนวโน้มนี้จะเร่งตัวขึ้นอีกทั้งในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรขนาดใหญ่

อินเทลยังเปิดเผยว่าภายในเดือนมกราคม 2569 บริษัทได้จัดส่ง AI PC ไปแล้วกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ตัวเลขนี้ไม่ได้แค่บอกความสำเร็จทางการค้า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่จะดึงดูดนักพัฒนาให้หันมาสร้างแอปพลิเคชัน AI สำหรับแพลตฟอร์มนี้อย่างจริงจัง

Intel Core Ultra Series 3 ก้าวสำคัญล่าสุดในโรดแมปสินค้ากลุ่มโปรเซสเซอร์สำหรับผู้บริโภค (Client Computing) ของอินเทล
สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดชิป Client Computing ที่จะเกิดขึ้นหลังการเปิดตลาดของ MacBook Neo ที่เรียกความตื่นเต้นให้ตลาดด้วยชิป Apple A18 Pro ที่เคยใช้งานใน iPhone 16 Pro มาใส่ลงในแมคบุ๊ก เข้ามาแทนที่ Apple Silicon ที่เป็นซีรีส์ตระกูล M เดิม แล้วจำหน่ายในราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท จอร์จมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความหลากหลายของตลาด โดยกลยุทธ์ของอินเทลคือการชูจุดแข็งของระบบนิเวศ x86 ที่ให้ทั้ง Multi-core performance และแบตเตอรี่ระยะยาวพร้อมกัน โดยไม่ต้องยอมสละสิ่งใดไป

"อินเทลจะมุ่งเน้นไปที่การมอบทางเลือกและประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบนิเวศ x86 ลูกค้าจะได้รับประสิทธิภาพการทำงานแบบ Multi-core และแบตเตอรี่ที่ยาวนานโดยไม่ต้องยอมลดสเปกส่วนใดส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังมีระดับราคาให้เลือกอย่างครอบคลุมตั้งแต่รุ่น Value, Mainstream ไปจนถึงรุ่นพรีเมียม"

ที่สุดแล้ว การที่อินเทลได้จัดส่งชิปให้ AI PC ไปแล้วกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งมีโอกาสเป็นแรงดึงดูดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์หันมาสร้างแอปพลิเคชัน AI อย่างจริงจัง ล้วนเป็นเส้นทางสู่สิ่งที่อินเทลเรียกว่าการสร้าง AI at scale หรือการผลักดัน AI ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในอนาคต.