xs
xsm
sm
md
lg

เปิดอินไซต์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตร.ไซเบอร์รับไทยจับได้แค่ปลายเหตุ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เผยสถานการณ์และเบื้องลึกการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยปี 68-69 ยอมรับการจับกุมในปัจจุบันยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่และฐานที่มั่นหลักยังคงฝังรากลึกอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับการ "ตัดสายล้มเสา" มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ตำรวจบูรณาการร่วมกับ กสทช. ในการตัดสายโทรศัพท์ ล้มเสาอินเทอร์เน็ต บริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ดึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยไปใช้ก่อเหตุหลอกลวงได้ตามปกติ นั้นส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพต้องดิ้นรนปรับตัวอย่างหนัก โดยหันไปลักลอบนำเข้าและใช้งานอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink (สตาร์ลิงก์) แทน

"ชายแดนฝั่งใกล้ ๆ บ้านเราเนี่ย จะเห็นจานสี่เหลี่ยมติดตั้งอยู่เต็มไปหมด" พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ กล่าว "กลุ่มมิจฉาชีพได้แก้เกมด้วยการหันไปใช้อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันสัญญาณมีความเสถียรมากขึ้นและค่าบริการ (Air Time) ก็ถูกลง นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังมีการเตรียมพร้อมรับมือการถูกตัดไฟ โดยมีถังน้ำมันและเครื่องปั่นไฟสำรองใช้เองภายในศูนย์ปฏิบัติการ แม้ทางกรมศุลกากรของไทยจะเข้มงวดในการเอกซเรย์เพื่อจับกุมการลักลอบนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้แล้วก็ตาม"

แม้ตำรวจไทยได้ส่งพิกัดเป้าหมายของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชาไปให้ถึง 62 จุด รวมถึงจุดหลักๆ อย่างปอยเปตและโอเสม็ด แต่ทางการกัมพูชากลับตอบสนองน้อยมาก อ้างว่าไปแล้วไม่เจอ หรือนิ่งเฉยแม้จะมีข้อตกลง (MOU) ระหว่างกัน เชื่อว่าสาเหตุที่ปราบไม่ได้เพราะกัมพูชามี "ระบบอุปถัมภ์" ที่คอยคุ้มครองกลุ่มนายทุนใหญ่และตัวละครสำคัญที่เป็นแหล่งเงิน

***จับได้แค่หาง ถล่มเมืองสแกมเมอร์

ทั้งที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยจะเร่งกวาดล้างอย่างหนัก แต่พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ยอมรับว่าการสืบสวนจับกุมในประเทศไทยนั้น ทำได้เพียงทลายกลุ่มกระบวนการท้ายๆ อย่างบัญชีม้าเท่านั้น แต่หัวขบวนการยังอยู่ที่ต่างประเทศ เนื่องจากนายทุนบอสใหญ่และฐานปฏิบัติการหลักล้วนตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น ปอยเปต และโอเสม็ด (กัมพูชา) หรือ บาเวต (เวียดนาม)

พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1
จากการลงพื้นที่และการสืบสวนคดีต่อเนื่อง พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ พบว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสร้างความสูญเสียระดับองค์กร โดยบางกรณีมีความโหดร้ายที่ลุกลามถึงชีวิต

"5 ปีก่อนมีผู้หญิงถูกหลอกในประเทศไทย ความเสียหายมากสุด 6,200 ล้านบาทจากความรักที่ไปเจอในโลกออนไลน์ ผู้หญิงคนนี้เป็น CFO เอาเงินของบริษัทไปให้คนรักที่เป็นสแกมเมอร์" พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ กล่าว "บางครอบครัวพ่อบ้านถูกหลอกหมดหวัง สิ้นหวัง ฆ่าลูก ฆ่าภรรยา นี่เรื่องจริงที่จังหวัดสมุทรปราการ ตายยกครัว"

พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ย้ำว่ามิจฉาชีพไซเบอร์ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มีการเลี้ยงบัญชีโซเชียลเป็น "ฟาร์มอวตาร" หรือฟาร์มบัญชีปลอมที่ล้ำสมัยและแยบยล ส่งให้การสังเกตบัญชีปลอมทำได้ยากขึ้นมาก

"ฟาร์มแอคหลุม คนนั้นไปไลก์ คนนี้ไปคอมเมนต์ไขว้ไปไขว้มา จนดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนจริงไปแล้ว"

และจากการจับกุม "เมืองสแกมเมอร์" ที่ปอยเปตและพื้นที่ใกล้เคียง พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ บรรยายถึงสภาพภายในเมืองว่ามีการจัดฉากสถานที่จำลองเพื่อใช้ประกอบการวิดีโอคอลหลอกลวงเหยื่ออย่างสมจริงมาก


ในส่วนสถานีตำรวจจำลองนั้นมีการจัดฉากโดยตั้งพานพุ่ม พานเงิน และพานทองไว้เป็นฉากหลัง เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือและคล้ายคลึงกับสถานที่ราชการของไทย ยังมีฉากตำรวจจีน ที่มีการจำลองห้องทำงานของผู้กำกับ มีเคาน์เตอร์หน้าโรงพัก และที่น่าตกใจคือมีการนำ "เก้าอี้สอบสวนปากคำของแท้จากจีน" มาใช้งานจริง ซึ่งเป็นเก้าอี้แบบที่ใช้กดล็อคขาผู้ต้องหาไว้ด้านหลังแทนการใส่กุญแจมือ เพื่อใช้ข่มขู่ให้เหยื่อหวาดกลัว

ยังมีฉากตำรวจเวียดนาม ซึ่งมีการเตรียมป้ายภาษาเวียดนาม ชุดเครื่องแบบตำรวจเวียดนาม และในห้องประชุมจำลองยังมีรูปเคารพของ "ลุงโฮ" (โฮจิมินห์) ตั้งไว้ด้วย

เมืองสแกมเมอร์ยังมีธนาคารจำลอง โดยสร้างห้องที่จำลองให้รู้สึกเหมือนเป็นธนาคารจริง โดยมีเคาน์เตอร์ธนาคารเรียงกันถึง 3 เคาน์เตอร์ และมีป้ายชื่อธนาคาร (เช่น Bank of India) สแกมเมอร์จะใช้ฉากนี้ประกอบการพูดคุยเพื่อสร้างความตื่นตระหนก โดยหลอกเหยื่อว่าบัญชีธนาคารมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากห้องจำลองเหล่านี้แล้ว ยังมี 'ห้องโรแมนซ์สแกม' ที่มีชุดสายเดี่ยวเกาะอกเตรียมไว้ให้ผู้หญิงใส่หลอกเหยื่อ เรียกว่าเมืองสแกมเมอร์นั้นมีสภาพราวกับสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งมีการลงทุนจัดฉากอย่างจริงจังเพื่อหลอกลวงเหยื่อ

"ผมจับ 'ผู้หมวดปอยเปต' มา... เขาบอกว่ารายได้รวมเดือนละแสนกว่าบาท มีวันหยุดทุกวันอาทิตย์ก็ไปนั่งกินหมูกระทะ จิบเบียร์ชิลๆ" พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ เล่า พร้อมย้ำว่ามิจฉาชีพมีการทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นมืออาชีพ มีโครงสร้างแบบองค์กร มีฝ่ายบุคคล มีเป้าหมาย KPIs เร่งรัดยอด มีบทพูด (Script) และมีวันหยุดพักผ่อนทุกสัปดาห์ โดยพนักงานบางคนมีรายได้หลักแสนต่อเดือน

สำหรับประเด็นที่มิจฉาชีพหันมาใช้อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียมอย่าง Starlink (สตาร์ลิงก์) ตัวแทนจาก กสทช. ยืนยันชัดเจนว่า การใช้งาน Starlink ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันถือว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากการจะเปิดให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยได้นั้น จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. เสียก่อน แต่อุปกรณ์ที่มีในไทยเกิดจากการลักลอบนำเข้า ซึ่งทาง กสทช. ได้ร่วมมือกับตำรวจในการลงพื้นที่ตรวจจับผู้ที่แอบใช้งานอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับกรมศุลกากร ตามด่านชายแดนต่างๆ โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์ (X-ray) ตรวจสอบการลักลอบนำเข้า ซึ่งทำให้มียอดการจับกุมอุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นมาก และกลุ่มมิจฉาชีพต้องดิ้นรนหันไปใช้อุปกรณ์ Starlink แทนในพื้นที่ชายแดนฝั่งตรงข้ามประเทศไทย

ฉากตำรวจจีนในเมืองสแกมเมอร์ ที่มีการจำลองห้องทำงานของผู้กำกับ มีเคาน์เตอร์หน้าโรงพัก และที่น่าตกใจคือมีการนำ เก้าอี้สอบสวนปากคำของแท้จากจีน มาใช้งานจริง ซึ่งเป็นเก้าอี้แบบที่ใช้กดล็อคขาผู้ต้องหาไว้ด้านหลังแทนการใส่กุญแจมือ เพื่อใช้ข่มขู่ให้เหยื่อหวาดกลัว
ท่ามกลางอุปสรรคในการปราบปรามมากมาย แต่ พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ยกย่องว่า พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ได้มอบอาวุธสำคัญให้ตำรวจและธนาคารสามารถประสานงานอายัดเงินได้ทันที, ก่อให้เกิดโครงการ Catch Back (ปิดบัญชีตามล่าม้าคว้าเงินคืน) ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดย พ.ร.ก.ฉบับนี้ช่วยระงับความเสียหายให้เหยื่อได้อย่างรวดเร็ว

"แม้การจับกุมตัวการใหญ่จะทำได้ยาก แต่กฎหมายใหม่ของไทยช่วยให้สามารถช่วยเหลือเหยื่อได้เร็วขึ้นมาก ปัจจุบันตำรวจสามารถทำงานร่วมกับธนาคารเพื่ออายัดเงินได้ทันที หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินที่ถูกหลอกไป ก็สามารถส่งคืนผู้เสียหายได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งต่างจากอดีตที่ต้องรอให้คดีสิ้นสุดผ่านกระบวนการของ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ที่ใช้เวลานานถึง 4-5 ปี โดยในปีที่ผ่านมาสามารถคืนเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท"

นอกจากนี้ กรมตำรวจได้จัดทำระบบ Cyber Check (ไซเบอร์เช็ค) ซึ่งมีฐานข้อมูลบัญชีม้ากว่า 300,000 บัญชี และเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพ 300,000 - 400,000 หมายเลข ให้ประชาชนใช้ตรวจสอบก่อนโอนเงิน

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า การป้องกันที่ยั่งยืนที่สุดคือการศึกษา โดยเสนอให้มีการบรรจุเรื่องภัยไซเบอร์เป็นวิชาบังคับ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย

ที่สุดแล้ว ไม่ว่ามาตรการปราบปรามตัดเสาล้มสายจะให้ผลลัพท์แบบไหน แต่คนไทยทุกคนควรท่องจำคาถานี้ไว้เสมอ นั่นคือ "ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน"

เพราะถ้าใครรีบโอน โจรจะยิ้ม.