ดีป้า เปิด OTOD #3 ดันเกษตรอัจฉริยะ อัดงบหนุนชุมชน-สตาร์ทอัพ ยกระดับ 8 จังหวัดเป้าหมาย เร่งแก้เหลื่อมล้ำดิจิทัล หวังปั้นเศรษฐกิจฐานรากทะลุ 500 ล้านต่อปี
ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmers) อยู่เพียง 1 ล้านคน หรือคิดเป็น 12–15% ของเกษตรกรทั้งหมดเท่านั้น โครงการ OTOD #3 จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สปริงบอร์ด' ในการข้ามผ่านช่องว่างนี้ โดยนำเทคโนโลยีที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน dSURE และ Thailand Digital Catalog จากสตาร์ทอัพไทยมาเป็นอาวุธสำคัญ
ก่อนจะก้าวสู่ซีซัน 3 โครงการ OTOD ได้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมเกษตรดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยใน OTOD #1 (โครงการชุมชนโดรนใจ) ปี 2567 สามารถผลักดันให้ 500 ชุมชนประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรได้จริง พร้อมจัดตั้งศูนย์ซ่อมโดรน 50 แห่ง และศูนย์พัฒนาทักษะการบินใน 5 จังหวัดนำร่อง ยกระดับเกษตรกรได้กว่า 1,200 ราย
ต่อมาใน OTOD #2 ปี 2568 ดีป้าได้ขยายผลสู่ 400 ชุมชน และเพิ่มศูนย์ซ่อมโดรนอีก 50 แห่ง จุดที่น่าสนใจคือความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านยอดการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลออนไลน์ที่พุ่งสูงกว่า 550,000 ครั้ง และสามารถผลักดันให้ดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้นเป็น 11 ราย สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า "ดิจิทัล" คือเครื่องมือที่ชุมชนยอมรับและพร้อมขยายผล
OTOD #3: 3 เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (The Game Changers)
ในซีซัน 3 นี้ ดีป้าเลือกเฟ้น 3 เทคโนโลยีหลักที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีเกษตรแบบเดิม (Traditional Farming) สู่เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture):
1. โดรนเพื่อการเกษตร: ลดการใช้แรงงานและสารเคมี เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น
2. แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ: ระบบกึ่งอัตโนมัติที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมดิน
3. ระบบบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ: การใช้เซนเซอร์และข้อมูล (Data-driven) เพื่อตัดสินใจในการให้น้ำและปุ๋ยอย่างคุ้มค่าที่สุด
หัวใจสำคัญของ OTOD #3 คือการส่งเสริมผ่าน 2 มาตรการหลักที่มีงบประมาณสนับสนุนชัดเจน:
1. ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (d-community)
มาตรการนี้เปิดรับกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับรัฐ 330 ราย สนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาทต่อโครงการ โดยดีป้าจะสนับสนุนค่าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล 100% (ไม่เกิน 30,000 บาท) และค่าครุภัณฑ์/โรงเรือน สูงสุด 50% (ไม่เกิน 125,000 - 145,000 บาท) เพื่อให้ชุมชนสามารถมีเครื่องจักรดิจิทัลเป็นของตัวเอง
2. ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล (d-startup)
เพื่อความยั่งยืน ดีป้าจึงสนับสนุนการสร้าง "ช่างชุมชน" จำนวน 33 ราย สนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อโครงการ เพื่อยกระดับอู่ซ่อมเดิมสู่ศูนย์บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึงค่าออกแบบ ปรับปรุงศูนย์ และค่าการตลาด เพื่อให้เกิดวงจรการดูแลรักษาเทคโนโลยีในพื้นที่โดยไม่ต้องรอช่างจากส่วนกลาง
โรดแมป 8 จังหวัดยุทธศาสตร์ และเป้าหมาย 500,000 ราย
โครงการเตรียมจัดกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day ใน 8 พื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่, พิษณุโลก, ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ภูเก็ต, สงขลา, อุบลราชธานี และขอนแก่น โดยมีเป้าหมายสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 500,000 ราย และคัดเลือก 640 รายเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน
การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังได้รับพลังจากพันธมิตร Smart Agri Synergy อาทิ กรมวิชาการเกษตร, กรมส่งเสริมสหกรณ์, ธ.ก.ส., สยามคูโบต้า, และธนาคารออมสิน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น
หากมองผ่านเลนส์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงสร้างเกษตรกรรมของประเทศไทยสะท้อนความย้อนแย้งอย่างรุนแรง ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของดีป้าพบว่า ในขณะที่ประเทศไทยมีภาคเอกชนรายใหญ่เพียงประมาณ 15,000 ราย แต่กลับสามารถสร้างสัดส่วนต่อ GDP ได้สูงถึง 56% ในทางกลับกัน ภาคการเกษตรซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่มีสมาชิกกว่า 8 ล้านครัวเรือน กลับทำรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียง 8% เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำกว่าภาคธุรกิจอื่นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ครองสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีสูงถึง 88.28% ทิ้งให้เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญกับข้อจำกัดเดิมๆ ทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้สินครัวเรือน และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
"เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีไปวางไว้ในชุมชน แต่คือการสร้างอาชีพใหม่ และทำให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการที่ตัดสินใจบนฐานข้อมูล" ดร.ปรีสาร กล่าว
เมื่อระบบเกษตรดิจิทัลครบวงจรเกิดขึ้นจริง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันต่อแรงกดดันจากโลกภายนอก ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
สำหรับกลุ่มชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ OTOD #3 ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://otod3.depa.or.th เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไทยสู่เกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มภาคภูมิ


