xs
xsm
sm
md
lg

ตัดไฟ-ปิดเน็ตไม่ช่วย! Whoscall เผยยอดมิจฉาชีพโทร - SMS ก่อกวนพุ่ง 173 ล้านครั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โกโกลุก (Gogolook) บริษัทเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยจากไต้หวัน ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน "ฮูสคอล" (Whoscall) แอปยอดนิยมที่ใช้สำหรับระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จักและป้องกันสแปมหรือมิจฉาชีพ เปิดเผยรายงานประจำปี 2568 พบประเทศไทยยังคงครองอันดับ 1 เป้าหมายมิจฉาชีพในเอเชีย ยอดก่อกวนรวม 173 ล้านครั้ง

ข้อมูลจาก Whoscall พบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง สะท้อนระดับการใช้ระบบอัตโนมัติที่น่าตกใจ

และแม้หน่วยงานรัฐบาลไทยจะพยายามตัดไฟและอินเทอร์เน็ตชายแดน จนปริมาณมิจฉาชีพลดลง 32% แต่ก็สามารถฟื้นตัวกลับภายในไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามที่ "สถานที่ทำการ" นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

***มิจฉาชีพทำงานเป็นระบบ พีคสุดพฤหัส-ศุกร์ หยุดวันอาทิตย์

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย กล่าวว่าจากรายงานประจำปีของ Whoscall ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 พบพฤติกรรมมิจฉาชีพที่ได้พัฒนารูปแบบไปมาก โดยไม่ได้เป็นแค่มิจฉาชีพทั่วไปที่ทำงานเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป แต่กลายสภาพเป็นองค์กรอาชญากรรมระดับมืออาชีพที่มีขนาดใหญ่ มีการนำ AI เข้ามาใช้ และมีการสร้างโครงสร้างทีมงานขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนการหลอกลวงในตลาด

"เพื่อที่จะต่อสู้กับมิจฉาชีพที่มีสเกลใหญ่และล้ำสมัยเช่นนี้ เราจำเป็นต้องสร้างเกราะป้องกันของชุมชน (Community Shield)" ที่แข็งแกร่ง ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี การจะขับไล่อาชญากรเหล่านี้ออกไปได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งตำรวจ ภาครัฐ และภาคเอกชน"

แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย
การสำรวจของ Whoscall พบว่าประเทศไทยกำลังเดินสวนทางภูมิภาค เพราะยอดก่อกวนพุ่งสูงต่อเนื่อง ทั้งที่ภาพรวมระดับโลกมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยจากการที่ Whoscall วิเคราะห์และระบุการโทรและ SMS รวมกว่า 6,000 ล้านครั้งทั่วโลกในปี 2568 พบว่า 480 ล้านครั้ง ได้รับการยืนยันว่าเป็นการหลอกลวง คิดเป็นประมาณ 8% ของการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมดทั่วโลก ตัวเลขดังกล่าวลดลงจาก 540 ล้านครั้งในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีปริมาณการก่อกวนสูงสุดในบรรดาตลาดเอเชียทั้งหมดที่ Whoscall ให้บริการ โดยตลอดปี 2568 คนไทยถูกโทรหลอกลวงถึง 39 ล้านครั้ง และรับ SMS มิจฉาชีพอีก 134 ล้านข้อความ รวมปริมาณก่อกวนทั้งสิ้น 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.16% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตลาดใกล้เคียงอย่างไต้หวันและฮ่องกงกลับมีตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


แมนวู กล่าวถึงสาเหตุที่ไต้หวันและฮ่องกงมีสถิติการหลอกลวงลดลง ว่าเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ปัจจัยแรกคือพฤติกรรมการสื่อสารของผู้คนเปลี่ยนจากการโทรศัพท์และ SMS ไปสู่การใช้แอปพลิเคชันแชทและโซเชียลมีเดีย ปัจจัยที่สองคือ Whoscall ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่และโดดเด่นมากในฮ่องกงและไต้หวัน ปัจจัยสุดท้ายคือมีความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างรัฐบาลและสถาบันการศึกษาในการให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งช่วยยกระดับความตระหนักรู้เรื่องมิจฉาชีพให้ดีขึ้นอย่างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

แมนวูยังย้ำว่าแม้ฐานผู้ใช้งาน Whoscall ในไทยจะใหญ่พอสมควร แต่ส่วนแบ่งการตลาดยังไม่สูงเท่าในไต้หวันและฮ่องกง ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งพยายามเจาะตลาดในไทยให้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการนำโมเดลโครงการให้ความรู้ (Education Program) ที่ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและมหาวิทยาลัยในไต้หวันและฮ่องกงมาใช้ในไทย โดยจะไม่ทำแค่การบรรยายแบบออฟไลน์ แต่ตั้งใจจะสร้างเป็นคอร์สเรียนออนไลน์ เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และตระหนักถึงภัยมิจฉาชีพได้ง่ายขึ้น

"แม้ทางตำรวจและหน่วยงานต่างๆ ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่การเข้าถึงพื้นที่ชนบทยังคงมีความท้าทาย ดังนั้นในปีนี้ Whoscall จึงมีแผนที่จะจัดทำแคมเปญให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ห่างไกล"

ปัจจุบัน ยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall มีจำนวนรวมประมาณ 35 ล้านดาวน์โหลด โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตจากปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 18-20%

  Whoscall พบว่ามาตรการของภาครัฐ อาทิ การตัดกระแสไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สามารถกดปริมาณมิจฉาชีพให้ลดลง 32% แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอชั่วคราวเท่านั้น
รายงานปี 2568 ของ Whoscall ยังเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในรูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายมิจฉาชีพอย่างชัดเจน จากที่เคยเป็นเพียงกลุ่มแฮกเกอร์ไร้ระบบ บัดนี้ปฏิบัติการเหล่านี้ได้พัฒนาสู่รูปแบบองค์กรธุรกิจเต็มรูปแบบ มีการกำหนดเวลาทำงานเข้า-ออก การวางแผนกลยุทธ์แคมเปญ คู่มือสคริปต์การโทร ทีม HR สำหรับสรรหาบุคลากร และระบบฝึกอบรมภายในที่เป็นระบบด้วย

ข้อมูลยังพบรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกับตารางชีวิตของเหยื่อ โดยปริมาณการโทรสูงสุดในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันอาทิตย์ นอกจากนี้ ข้อมูลยังพบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น

Whoscall พบว่ามาตรการของภาครัฐ อาทิ การตัดกระแสไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สามารถกดปริมาณมิจฉาชีพให้ลดลง 32% แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอชั่วคราวเท่านั้น ตัวเลขในเดือนมิถุนายนชี้ว่าปริมาณฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม เมื่อเครือข่ายมิจฉาชีพปรับตัวโดยการย้ายโครงสร้างพื้นฐานและหาช่องทางอินเทอร์เน็ตทดแทน สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้การบังคับใช้กฎหมายจะสามารถรบกวนสถานที่ปฏิบัติการได้ แต่ "การดำเนินการ" ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง

ข้อมูลปี 2568 ยังสะท้อนภาพน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย โดยหมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้รั่วไหลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป


Whoscall พบว่า 94% ของหมายเลขที่รั่วไหลถูกเชื่อมโยงกับชื่อและนามสกุล ขณะที่ 25% มีข้อมูลอีเมล และอีก 12% มีรหัสผ่าน โดย 9% มีข้อมูลที่อยู่จริงและ 8% มีวันเดือนปีเกิดแฝงไปด้วย

Whoscall อธิบายว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้มิจฉาชีพเปลี่ยนจากการ "สุ่มโทร" ไปสู่การหลอกล่อด้วยจิตวิทยาแบบเจาะจงบุคคลที่แนบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ มิจฉาชีพสามารถหลบเลี่ยงคำถามยืนยันตัวตน สร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน ดำเนินการสลับซิมการ์ด หรือยึดครองบัญชีออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

สำหรับอนาคต Whoscall พบการเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิคที่น่าจับตามอง คือลิงก์อันตราย 37% เชื่อมไปยังเว็บไซต์ฟิชชิงที่ออกแบบมาเพื่อดักจับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลธนาคาร หรือรหัส OTP ขณะที่อีก 32% เป็นมัลแวร์ที่มุ่งเข้าถึงอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อดูดข้อมูลทางการเงิน รวมแล้วฟิชชิงและมัลแวร์คิดเป็น 69% ของ URL มิจฉาชีพทั้งหมด

ในส่วนการหลบเลี่ยงระบบกรอง SMS พบว่า 85% ของ SMS มิจฉาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพนัน ใช้อีโมจิ อักขระพิเศษหลากภาษา และการบดบังข้อความ เพื่อหลบหลีกระบบตรวจจับอัตโนมัติของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

สำหรับการแอบอ้างสถาบัน Whoscall พบว่าสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแต่ละประเภทมีสัดส่วน 4% ของการแอบอ้างตัวตน

การสำรวจของ Whoscall พบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง
ในส่วนแอปพลิเคชัน Whoscall ที่ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดฟรี หรือรับบริการแบบพรีเมียมเดือนละ 99 บาท เพื่อรับการแจ้งเตือนสายหลอกลวงและสแปมแบบเรียลไทม์ ด้วยระบบ AI ที่วิเคราะห์และระบุหมายเลขไม่รู้จักได้แม่นยำนั้น บริษัทเผยถึงแผนการออกฟีเจอร์ใหม่ในอนาคต ว่าจะเน้นไปที่การพัฒนาและปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ให้การป้องกันมีความครอบคลุมมากกว่าแค่การจัดการสายโทรเข้าหรือ SMS เพียงอย่างเดียว

ฟีเจอร์สำคัญที่ Whoscall ชูเป็นจุดเด่นและจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือฟีเจอร์ "เช็ค" (Check) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการหลอกลวงบนโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ สามารถตรวจสอบลิงก์ (URL) ที่ผู้ใช้งานสามารถคัดลอกลิงก์มาวางเพื่อเช็กได้ว่าลิงก์นั้นเป็นลิงก์หลอกลวงหรืออันตรายหรือไม่ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกดคลิกเข้าไปดูด้วยตัวเอง รวมถึงการตรวจสอบจากรูปภาพ โดยสามารถแคปหน้าจอรูปภาพที่มีเนื้อหาต้องสงสัย เข้ามาตรวจสอบในระบบได้ว่ามีข้อมูลที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่ และการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ โดยยอมรับว่าปัจจุบันแม้จะยังไม่สามารถตรวจวิดีโอ Deepfake ได้โดยตรง แต่หากวิดีโอนั้นแนบมาในรูปแบบของลิงก์ ผู้ใช้งานก็สามารถนำลิงก์มาตรวจสอบความปลอดภัยได้.