xs
xsm
sm
md
lg

"ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์" แม่ทัพใหม่พา Ingram Micro ขี่คลื่น AI พลิกโฉมไอทีไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในวงการไอทีประเทศไทย ชื่อของ "ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์" ไม่ใช่ชื่อใหม่ที่เพิ่งเคยเห็น เพราะกว่า 20 ปีที่ศุภกิจเดินผ่านองค์กรระดับโลกมาหลายแห่ง ตั้งแต่ห้องประชุมของ IBM ประเทศไทย ไปจนถึงการรับไม้ต่อที่ "คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน" ในฐานะกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจ Enterprise Systems Distributor

เส้นทางของศุภกิจไม่ได้วิ่งอยู่ในเลนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะมานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการที่ อินแกรม ไมโคร ประเทศไทย ศุภกิจแวะรับตำแหน่งระดับสูงในเครือดุสิตธานีอินเตอร์เนชั่นแนล ดูแลธุรกิจด้าน Well-Being และ Hospitality สะสมประสบการณ์ที่คนในวงการไอทีส่วนใหญ่ไม่มี และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มุมมองของศุภกิจต่างออกไป

วันนี้ ในฐานะกรรมการผู้จัดการของ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด ศุภกิจกำลังเผชิญกับหนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในอาชีพ นั่นคือการขับเคลื่อนองค์กรจัดจำหน่ายเทคโนโลยีระดับโลกให้ก้าวทันกับระบบนิเวศดิจิทัลของไทยที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย

***สึนามิ AI ซัปพลายเชนโลกท้าทาย

ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Ingram Micro มองอุตสาหกรรมไอทีไทยว่ากำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่กระแสที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนมหาศาล

“สำหรับประเทศไทย เราอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท หลักๆ ก็จะอยู่กับ AI Data Center เรื่องของ Server”

ตัวเลขล่าสุดคาดการณ์ว่าปี 2026 ตลาดไอทีไทยจะมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Ingram Micro ในฐานะดิสทริบิวเตอร์ไอทีเบอร์ใหญ่ที่เข้าถึงประชากรเกือบ 90% ของโลก จึงพร้อมจัดเต็มกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อรับมือกับปีแห่งความท้าทายนี้

 ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ศุภกิจวางแผนไว้เกิดบนความเชื่อว่ากระแสของ AI และ Generative AI ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ปี 2026 เป็นปีทองของการอัปเกรดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กครั้งใหญ่ เนื่องจากเครื่องพีซีจำนวนมากที่ถูกซื้อไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 (ปี 2020) กำลังเข้าสู่วงจรหมดอายุการใช้งานที่ประมาณ 5-6 ปีพอดี

เมื่อผนวกเข้ากับความต้องการใช้งาน AI ที่ต้องใช้หน่วยความจำ (Memory) สูงขึ้น และมีการผสานชิปประมวลผลอย่าง GPU เข้าไปเป็นมาตรฐานในเครื่องโน้ตบุ๊ก ทำให้พีซีรุ่นใหม่ที่รองรับ AI จนถูกเรียกว่า AIPC จะกลายเป็นไฟลต์บังคับที่องค์กรต่างๆ ต้องลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการทำงาน เช่น การใช้ AI ช่วยแปลภาษาและสรุปการประชุมสำหรับโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ในไทยที่ต้องสื่อสารกับต่างชาติบ่อยครั้ง

"ถ้าเรานับอายุ PC หรือโน้ตบุ๊ก ปีนี้มันเข้าสู่ช่วง 5-6 ปีตามอายุการใช้งานพอดี แล้วมาเจอ AI อีก... มันจะเป็นช่วงเวลาที่ PC อัปเดตครั้งใหญ่เลย"

นอกจากฝั่งอุปกรณ์ปลายทางแล้ว โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ก็กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเข้ามาลงทุนของยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft และ Google ในประเทศไทย ซึ่งอินแกรม ไมโคร เองก็เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับทั้ง 2 ค่าย

 ทิศทางหลักของ Ingram Micro คือการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้กระจายสินค้า สู่การเป็นที่ปรึกษาและเพื่อนคู่คิดทางด้านไอที
ในอีกด้าน ศุภกิจยังคงมองว่า Hybrid Cloud จะยังเป็นเทรนด์หลักต่อไป เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงข่าย หากส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลขึ้นคลาวด์ทั้งหมดอาจเกิดปัญหาคอขวด หรือการขัดติดทางข้อมูล ทำให้ธุรกิจที่รอไม่ได้ต้องใช้การประมวลผลแบบผสมผสาน

ศุภกิจอธิบายว่าการเติบโตของ Data Center จะผลักดันให้เกิดการขยายตัวของระบบเครือข่าย (Network) รวมถึงระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกตลาดที่มีความคึกคักในปี 2026

"ยุคก่อนใครๆ ก็บอกว่า Data is King หรือ Data เป็นทรัพยากรใหม่ของโลก แต่ตอนนี้เป็นเรื่องที่ว่า ใครไม่มีข้อมูลอยู่ไม่ได้แล้วในปีนี้"

***แรงกระเพื่อม สงคราม-ชิปขาดแคลน

แม้ภาพรวมความต้องการจะพุ่งสูง แต่ตลาดไอทีไทยอาจต้องเผชิญกับมรสุมซัพพลายเชน โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำ ที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 3-4 ของปี 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผู้ผลิตหรือ Vendor อาจไม่สามารถยืนราคาได้นานเกิน 7-10 วัน แถมระยะเวลาในการส่งมอบสินค้า (Lead Time) จากเดิมที่ประมาณ 60 วัน ก็อาจยืดเยื้อไปถึง 120 วัน หรือมากกว่านั้นในบางกรณี

ไม่ว่าปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม จะทำให้ภาคเอกชนเกิดอาการ “Wait and See” หรือรอดูสถานการณ์ และระมัดระวังการใช้จ่ายขนาดไหน แต่ศุภกิจเชื่อว่าแผนการลงทุนด้าน AI จะไม่ถูกยกเลิกเพราะเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการแข่งขัน ซึ่งในบริบทของประเทศไทย ศุภกิจมองว่าการประยุกต์ใช้ AI นั้นก้าวล้ำไปไกลกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น การนำ AI และเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ไปปรับใช้จริงในหลายภาคส่วน เช่น โรงงานและโลจิสติกส์ที่ใช้ระบบ Automation และระบบจัดการคลังสินค้าที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่ สแกนบาร์โค้ด เพื่อแก้ปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

"เราถูกสอนให้หาคำตอบ 2+2 เท่ากับอะไร... แต่เดี๋ยวนี้คำตอบคุณไม่ต้องหา เพราะคุณ Prompt เป็น คุณก็ได้คำตอบทันที สกิลในอนาคตที่สำคัญคือทักษะในการวิเคราะห์และการตั้งคำถาม”

Ingram Micro พบว่าพฤติกรรมการซื้อในตลาด B2B เปลี่ยนไปในปี 2026 โดย 75% ของผู้ซื้อระดับองค์กร ต้องการประสบการณ์การซื้อแบบไม่ต้องผ่านพนักงานขาย และ 80% ของปฏิสัมพันธ์การขาย จะเกิดขึ้นบนช่องทางดิจิทัล
นอกจากนี้ยังมีด้านเกษตรกรรม ทั้งการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลักพันไร่ เพื่อวัดความสูงของพืชผลทางการเกษตร (เช่น ต้นสน ต้นอ้อย) จากระดับน้ำทะเล เพื่อประเมินรอบการตัดเกี่ยว ตลอดจนเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและควบคุมการรดน้ำ และด้านสาธารณสุขและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมากวิเคราะห์ในชิปขนาดเล็กบนอุปกรณ์ติดตัว เพื่อแจ้งเตือนสุขภาพ และก้าวไปสู่การแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) รองรับสังคมผู้สูงอายุ

“แต่ก่อนเราอาจจะบอกว่าล้าหลังกว่ายุโรปอเมริกา 3 ปี 5 ปี เดี๋ยวนี้มันทันกันเรียบร้อยในบาง Sector ด้วยซ้ำ เช่น ด้าน Healthcare ไทยเราถือเป็นเบอร์ต้นของอาเซียน”

เพื่อรับมือกับความท้าทายทั้งหมด อินแกรม ไมโคร ประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1995 ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 200 คน และพาร์ทเนอร์กว่า 2,000 ราย ได้วางกลยุทธ์ปีนี้อย่างรัดกุม โดยตั้งเป้าเติบโตบนพอร์ตลูกค้าระหว่างฝั่ง Consumer/Commercial และ Project/Enterprise ในสัดส่วนที่สมดุล 50:50

“ทิศทางหลักของบริษัทคือการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้กระจายสินค้า สู่การเป็นที่ปรึกษาและเพื่อนคู่คิดทางด้านไอที”

3 กลยุทธ์ที่ศุภกิจวางแนวทางไว้สำหรับอินแกรม ไมโคร ประเทศไทย คือ 1. ไม่เน้นขยายฐานกว้าง แต่เจาะลึกฐานเดิม โฟกัสการทำงานใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์เดิมกว่า 2,000 ราย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแทนการหาลูกค้ารายใหม่จำนวนมาก 2. อัปสกิลพนักงานจากภายใน โดยเน้นฝึกอบรมทั้งทักษะด้าน Soft Skill เพื่อหา Pain point ของลูกค้าให้เจอ แทนที่จะคุยเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว และ Hard Skill ด้านสเปกเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ และ 3. ยกระดับระบบหลังบ้านและการดึงแพลตฟอร์มระดับโลกมาใช้ โดยมุ่งบริหารจัดการสต๊อกสินค้าและกระแสเงินสดให้หมุนเวียนเร็วที่สุด รวมถึงเตรียมนำแพลตฟอร์ม Marketplace ของบริษัทแม่ที่ชื่อว่า Advantage เข้ามาประยุกต์ใช้ในภูมิภาคเพื่อยกระดับ Digital Experience ให้กับลูกค้าด้วย

“ในยุคนี้ ไม่ใช่ใหญ่ชนะเล็ก แต่เป็นเร็วชนะช้า”

ที่สุดแล้ว วิสัยทัศน์รอบด้านของศุภกิจ สะท้อนว่าท่ามกลางยุคที่ "ปลาเร็วกินปลาช้า" อินแกรม ไมโคร จะยังมุ่งทำงานให้รวดเร็ว บนกลยุทธ์ที่สามารถปรับตัวตามกระแสโลกได้ทันท่วงที ซึ่งทั้ง 2 ส่วนผสมนี้ ย่อมเป็นกุญแจสำคัญที่ส่งให้ธุรกิจไอทีไทยก้าวข้ามผ่านคลื่นความท้าทายไปได้.