นูทานิคซ์ (Nutanix) เผยมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 รายในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2026 ทุบสถิติยอดลูกค้าใหม่รายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี แย้ม AMD ได้ลงทุนมูลค่าถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Nutanix เพื่อสร้างแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติครบวงจรที่เปิดกว้างซึ่งผสานขุมพลังชิป AMD เข้ากับคลาวด์ Nutanix Cloud Platform ชี้ตลาดไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ลูกค้าเพิ่ม 9% พาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้น 28% ในไตรมาสล่าสุด สะท้อนกระแสการย้ายระบบจาก VMware สู่ Nutanix รวมถึงความต้องการ Hybrid Cloud และ AI Infrastructure กำลังเพิ่มขึ้นในประเทศ
นายเจย์ ทูเซธ (Jay Tuseth) รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ กล่าวว่าหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือลูกค้าและพาร์ตเนอร์จำนวนมาก กำลังมองหาทางเลือกใหม่ หลังจาก Broadcom เข้าซื้อ VMware และมีการเปลี่ยนนโยบายธุรกิจ หลายองค์กรจึงเริ่ม Migration ไปสู่ Nutanix โดยเฉพาะเมื่อ VMware เตรียมผลักดัน VCF9 ภายในปีหน้า ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสินใจสำคัญของลูกค้า ส่งให้การย้ายระบบกำลังเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาครัฐ ธนาคารและการเงิน ประกันภัย Healthcare และ Retail
"2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ารายใหม่ของ Nutanix พุ่งสูงที่สุดในรอบเกือบ 8 ปี คือองค์กรตระหนักว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่พร้อมรองรับ AI และการที่ลูกค้าจำนวนมากกำลังเร่งย้ายระบบจาก VMware"
*** แห่ซบ Nutanix
การผงาดของ Nutanix ในช่วงเปิดปี 2026 นั้นเป็นผลตามภาวะที่โลกของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีระดับองค์กรกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อ AI กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น แต่ทว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ถึง 77-87% กลับพบว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ยังไม่พร้อมรองรับเวิร์กโหลด AI
Nutanix ยังเป็นข่าวน่าจับตามองเมื่อมีการจับมือเป็นพันธมิตรระดับลึกซึ้งกับ "เอเอ็มดี" (AMD) โดย AMD ประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Nutanix โดยแบ่งเป็นการซื้อหุ้น 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และงบประมาณสำหรับการร่วมวิจัยและพัฒนา (Co-engineering) อีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจย์ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI แบบ Full-Stack ที่เปิดกว้าง โดยผสานขุมพลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงของ AMD เข้ากับ Nutanix Cloud Platform ซึ่งความร่วมมือนี้ได้เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ไม่ต้องการถูกผูกขาด (Vendor Lock-in) จากค่ายใดค่ายหนึ่งเพียงค่ายเดียว โดยเฉพาะการพึ่งพาแต่ชิปของ NVIDIA แพลตฟอร์มใหม่นี้จะรองรับทั้งสถาปัตยกรรม GPU และ CPU ของ AMD ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการฝึกฝน (Training) และการอนุมาน (Inferencing) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM)
ด้วยการทำงานร่วมกันผ่าน Nutanix Kubernetes Platform (NKP) และ Nutanix Enterprise AI (NAI) องค์กรต่างๆ รวมถึงองค์กรในประเทศไทย จะสามารถดาวน์โหลด LLM และสร้างแอปพลิเคชัน Agentic AI ได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์แรกจากความร่วมมือนี้จะพร้อมเปิดตัวในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ขององค์กรในยุคนี้อย่าง Shadow AI หรือการที่พนักงานแอบใช้เครื่องมือ AI กันเองโดยที่ฝ่ายไอทีควบคุมไม่ได้
เมื่อถามถึงความคืบหน้าจากการที่ลูกค้า VMware เดิม ถูกบังคับย้ายระบบไปยัง VCF9 ภายในสิ้นปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเดิมจะสิ้นสุดอายุการใช้งาน ผู้บริหาร Nutanix เผยว่ากระแสการย้ายค่ายนี้เห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทย จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (Q2FY26) ของ Nutanix ที่ระบุพบว่ามีฐานลูกค้าในไทยเติบโตขึ้นถึง 9% และมีพาร์ทเนอร์รายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 28% โดยการย้ายออกจากสถาปัตยกรรมของ VMware/Broadcom สู่ Nutanix นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐบาล ภาคการเงินการธนาคาร (BFSI) สาธารณสุข และธุรกิจค้าปลีก
*** ท้าทายทั้งภูมิภาค
นาย ดาริอุช อัชจารี (Daryush Ashjari) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานฝ่ายวิศวกรรมโซลูชัน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ เชื่อว่าหากมองในภาพรวม หลายองค์กรในภูมิภาค APJ กำลังเผชิญความท้าทายเมื่อต้องการนำ AI ไปใช้งานที่ส่วนขอบของเครือข่าย (Edge) เช่น ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ค้าปลีก หรือสาขาของธนาคาร เนื่องจากสถาปัตยกรรม Virtual Machine (VM) แบบดั้งเดิมไม่ถูกสร้างมาเพื่อรองรับดีมานด์นี้ ดังนั้น คอนเทนเนอร์ (Containers) จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ เนื่องจากสามารถแพ็กเกจโมเดล AI ให้ทำงานได้อย่างยืดหยุ่นในทุกสถานที่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือองค์กรและทีมไอทีส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่การจัดการ VM แบบเก่า ทำให้เกิดการขาดแคลนทักษะในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการรันระบบ AI
"การทำงานร่วมกันล้มเหลว หน่วยธุรกิจต่างๆ ทำงานข้ามขั้นตอนฝ่ายไอที และมันกำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่คล้ายกับที่เราเคยเห็นเมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่คลาวด์และ Shadow IT กลายเป็นปัญหา ตอนนี้มันกำลังกลับมาแผลงฤทธิ์อีกครั้งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม"
ดาริอุชยังเตือนภัยถึงวิกฤต "Shadow AI ที่กำลังทวีความรุนแรง สาเหตุเกิดจากการที่ผู้บริหารระดับสูงสั่งการให้เร่งใช้งาน AI แต่โครงสร้างพื้นฐานของฝ่ายไอทียังไม่พร้อมและทำงานล่าช้า ทำให้หน่วยธุรกิจต่างๆ หันไปดาวน์โหลดเครื่องมือ AI แบบโอเพนซอร์สมาใช้เอง หรือใช้บริการผ่านคลาวด์โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายไอที พฤติกรรมนี้สร้างความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดของแต่ละประเทศ เป็นพายุลูกใหม่ที่ฝ่ายไอทีต้องรีบหาแพลตฟอร์มมาจัดการให้รวดเร็วและปลอดภัยก่อนที่จะสายเกินแก้.


