สะเทือนวงการขายของออนไลน์ถ้วนหน้า หลังจาก Shopee เพิ่งขยับปรับนโยบายไปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
ถามว่าการปรับครั้งนี้ทำให้ใครได้หรือเสียประโยชน์บ้าง เราอาจต้องหันมามองที่พี่ใหญ่อีก 2 เจ้าอย่าง TikTok Shop และ Lazada ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างก็มีการวางกลยุทธ์เรื่องค่าธรรมเนียมไว้อย่างแยบยล รวมถึงพร้อมชนกับคู่แข่งแบบคิดมาครบและไม่มีใครยอมใคร
*** Shopee รัดเข็มขัดสายผ่อน แต่ปลอบใจร้านเล็ก
Shopee นั้นกำลังเป็นที่กล่าวขานหลังประกาศนโยบายเมื่อ 6 มีนาคม แต่จะมีผลจริง 7 เมษายน 2569 นี้
การปรับรอบนี้เป็นข่าวดีของร้านเล็ก เพราะ Shopee มีนโยบาย PRIME Seller สนับสนุนผู้ขายรายย่อยที่มียอดขายไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 0.5% - 1.50% โดยอัตโนมัติ
แต่สายผ่อนมีหนาว เพราะ Shopee มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมแบบผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตและ Special SPayLater ขึ้นอีกประมาณ 1% ในทุกช่วงเวลาผ่อน เช่น การผ่อน 3 เดือนที่ปรับจาก 4% เป็น 5% และผ่อน 10-12 เดือน มีการปรับค่าธรรมเนียมจาก 6% เป็น 7%
สิ่งที่ยังคงที่คือค่าธรรมเนียมธุรกรรมปกติ ซึ่ง Shopee ยังตรึงไว้อยู่ที่ 3% และค่าโครงสร้างพื้นฐานยังคงเดิมที่ 1 บาทต่อออเดอร์
*** TikTok Shop เพิ่มค่าธรรมเนียม แลกคูปองอัดฉีด
ฝั่ง TikTok Shop เองก็ประกาศปรับนโยบายค่าธรรมเนียมใหม่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์และกำลังจะเริ่มใช้ในวันที่ 21 มีนาคม และ 1 เมษายน 2569 นี้
TikTok Shop วางแผนใช้กลยุทธ์ Win-Win กับการปรับครั้งนี้ โดยแม้จะมีการปรับปรุงอัตราค่าคอมมิชชันทั้งร้านค้า Mall และ Marketplace แต่ TikTok เลือกใช้วิธีเก็บเพิ่มเพื่อเปย์กลับ โดยผู้ขายกลุ่ม Mall Sellers จะได้รับคูปอง Exclusive เฉพาะร้าน Mall เพื่อช่วยดึงดูดทราฟฟิกและยอดขาย ขณะที่ผู้ขายฝั่ง Marketplace Sellers จะได้รับคูปองส่วนลดค่าส่งเพิ่มเติม และโบนัส Coins เพื่อช่วยกระตุ้นการซื้อ
TikTok Shop ย้ำว่านโยบายใหม่นั้นอุ้ม SME ท้องถิ่น เพราะใครที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก TikTok Shop มีนโยบายลดค่าคอมมิชชันให้ 1.07% เพื่อช่วยให้เติบโตในช่วงแรกได้ง่ายขึ้น
โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ TikTok Shop จะมีทั้งค่าคอมมิชชันตามหมวดหมู่, ค่าคำสั่งซื้อ (Transaction Fee) 3.21%, ค่าโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท และค่าการเติบโต (Commerce Growth Fee) 6.42% (สูงสุดไม่เกิน 199 บาท)
*** Lazada ตรึงค่าธรรมเนียม LazMall
สำหรับ Lazada นั้นยังใช้อัตราค่าธรรมเนียมบริการ (Marketplace Service Fee) สำหรับร้าน LazMall ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ออกประกาศในเดือนกันยายน 2568
สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนของ LazMall คือการเน้นขายสินค้าไอที เพราะใครที่ขายมือถือหรือแท็บเล็ต ค่าธรรมเนียมของ LazMall จะต่ำสุดเพียง 5.0% ส่วนโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 6.0%
แต่สินค้าทั่วไปและแฟชั่น ค่าธรรมเนียม LazMall จะเฉลี่ยอยู่ที่ 10.5% - 13.0%
จุดเด่นของ LazMall คือการคิดค่าธรรมเนียมเฉพาะออเดอร์ที่จัดส่งสำเร็จเท่านั้น และคำนวณจากราคาหลังหักส่วนลดที่ร้านค้าออกเอง
สรุปแล้ว จากการปรับเปลี่ยนนโยบายค่าธรรมเนียมของทั้ง 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ในช่วงปี 2568-2569 นี้ มีทั้งกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นและกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนคือผู้ขายรายย่อย แต่กลุ่มที่อาจเสียประโยชน์คือผู้ขายที่เน้นการผ่อนชำระ โดยเฉพาะร้านค้าที่ลูกค้าชอบใช้บริการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต หรือ Special SPayLater จะมีต้นทุนสูงขึ้นทันที ตามที่ Shopee ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมส่วนนี้ขึ้นอีกประมาณ 1% ในทุกช่วงเวลาผ่อน
นอกจากนี้ ร้านค้ากลุ่มแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภคอาจต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น ทั้ง Lazada ที่ตั้งค่าธรรมเนียมในอัตรา 11.0% - 13.0% ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่หนักกว่ากลุ่มสินค้าไอที ส่วนร้านค้าทั่วไปใน TikTok Shop (Non-Mall) โดยร้านค้ากลุ่มนี้จะถูกปรับค่าคอมมิชชันใหม่ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการเติบโตทางการค้า (Commerce Growth Fee) ในอัตรา 6.42% (สูงสุด 199 บาท) เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษด้านการส่งฟรีและการมองเห็น
อีกกลุ่มที่อยู่ยาก คือผู้ขายที่มีสินค้ากำไรน้อย (Low Margin) เนื่องจากค่าธรรมเนียมหลายส่วนคำนวณจากราคาเต็มของสินค้าก่อนหักส่วนลด หรือคิดตามยอดชำระจริงรวมค่าส่ง (ในบางกรณี) ทำให้ร้านค้าที่ทำกำไรต่อชิ้นน้อยอยู่แล้วอาจเผชิญกับภาวะขาดทุนได้หากไม่ปรับราคาสินค้าขึ้น
ดังนั้น ใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ต้องคำนวณต้นทุนใหม่ให้ดี เพราะทุกเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนไป หมายถึงกำไรที่เปลี่ยนตาม.


