เมื่อจุดสิ้นสุดวงจรชีวิตของสมาร์ทโฟนในเมืองไทย ต้องไม่ใช่การฝังกลบลงดิน ทำให้ที่ผ่านมา AIS เดินหน้าให้ความตระหนักรู้ในเรื่องของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มจุดรับทิ้ง ขยายพันธมิตรในการทำแคมเปญร่วมกัน บนปลายทางสำคัญคือการกำจัด E-Waste อย่างถูกวิธี
การกำจัด E-Waste นับเป็นหนึ่งในแผนงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีความรับผิดชอบ ที่จะทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10 ตันในแต่ละปีของไทยกลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่มีมูลค่า ผ่านโครงการหลักอย่าง “คนไทยไร้ E-Waste”
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS เล่าให้ฟังว่า ในยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำของ AIS ได้เริ่มดำเนินงานไปแล้วทั้งในเรื่องของการใช้พลังงานทดแทน ต่อเนื่องไปถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานโครงข่าย
โดยระบบ AI สามารถวิเคราะห์ลักษณะการใช้งานเครือข่ายและพฤติกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ และทำการคำนวนเพื่อปรับการทำงานของอุปกรณ์ในโครงข่ายได้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 38,321 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 19,157 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งในปี 2568 มีสัดส่วนสูงถึง 44% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด การจัดการผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ซัพพลายเออร์ไปจนถึงการจัดการอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานของลูกค้า จึงเป็นที่มาของการยกระดับภารกิจด้าน E-Waste อย่างจริงจัง
เป้าหมายสำคัญของ AIS คือการเป็นศูนย์กลางการจัดการ E-Waste ของไทย ที่ปราศจากการฝังกลบ หรือ Zero E-Waste to landfill อย่างเด็ดขาด เพื่อให้กระบวนการนี้เข้าถึงง่ายและเกิดการลงมือทำจริง ทำให้เกิดความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล กรุ๊ป สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ และ WMS Group ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะรีไซเคิล
ภายใต้แคมเปญ “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี” คือหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้สร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยยอดรับชมคลิปกว่า 3.5 ล้านวิวทั่วประเทศ เป็นการเปลี่ยนจากแค่ 'การรับรู้' สู่ 'การลงมือทำ'
ประกอบกับพันธมิตรแต่ละรายมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป อย่าง Central Group จะรับทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน โดยขยายเครือข่ายจุดรับทิ้ง E-Waste ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่มเซ็นทรัลในการมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2050
ขณะที่ Japan Airlines (JAL) สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าหมายเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2050 ควบคู่กับการใช้พลังงานเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนแคมเปญพาผู้ร่วมกิจกรรมบินลัดฟ้าไปดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น
สำคัญที่สุดคือ WMS Group ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น DOWA ในประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิล ทำหน้าที่รับช่วงต่อในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง เพียงแต่ปัจจุบันในประเทศไทย โรงงานยังทำกระบวนการได้แค่ในการจัดการแยกชิ้นส่วน ก่อนส่งกลับไปหลอมที่ปลายทางในญี่ปุ่นเท่านั้น
เปิดขั้นตอนเปลี่ยน E-Waste สู่ทรัพยากรมีค่า
การมี DOWA Smelting & Refining และ Eco-Recycle เข้ามาช่วยทำให้ภาพของการขจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพสูงที่สุด และมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ทั้งการกำจัดสารอันตราย เริ่มต้นด้วยการดูดสารทำความเย็นออกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือนำสารถ่วงน้ำหนักออก เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
ตามด้วยการแยกชิ้นส่วนด้วยคน (Manual Dismantling) ในชิ้นส่วนสำคัญ เช่น มอเตอร์ แผงวงจร หรือชิ้นส่วนที่บดไม่ได้ จะถูกถอดออกด้วยแรงงานคนอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่โรงหลอมและสกัดโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอย่างแผงวงจรสมาร์ทโฟน จะถูกส่งเข้าโรงหลอม Kosaka ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด
โดยจากการนำสมาร์ทโฟนเก่าจำนวน 11,100 เครื่อง (น้ำหนักรวม 2.1 ตัน) ในปี 2024 มารีไซเคิล สามารถสกัดเป็นทรัพยากรกลับคืนมาได้ ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ (Gold) 713 กรัม เงิน (Silver) 3,585 กรัม และ ทองแดง (Copper) 229 กิโลกรัม
ฟูมิฮิโร คาจิฮาระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ รีไซเคิล จำกัด ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สัดส่วนวัสดุหลังการรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 90% มีส่วนที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายเพียง 9% และภายในโรงงานยังมีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) ขั้นสูงด้วยกล้อง CCTV เพื่อป้องกันทั้งการสูญหายของโลหะมีค่า และป้องกัน "ข้อมูลส่วนบุคคล" ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รั่วไหลได้อย่างเด็ดขาด
โครงการนี้จึงสะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างโปร่งใสและยั่งยืน เชื่อมโยงผู้บริโภค จุดรับทิ้ง และโรงงานรีไซเคิลเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม กลไกสำคัญที่จะทำให้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกสต์ รวมถึงบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า แบตเตอรีจากรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ไม่ใช่การลงมือทำของภาคเอกชน คือการมี พรบ.กากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการผลักดันต่อเนื่องมากว่า 10 ปี เพื่อให้มีข้อกำหนด หรือกฎหมาย มาจัดการบรรดา E-Waste ที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
เพราะในญี่ปุ่น และอีกหลายๆ ประเทศ ได้ทำให้เห็นแล้วว่าเมื่อภาครัฐมีการจัดการที่เหมาะสม บรรดาเหล่าผู้ผลิต และผู้นำเข้า จึงมีหน้าที่ในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้บริโภคใช้งานแล้วกลับไปกำจัดอย่างถูกวิธี และทำให้ประเทศไทยจะไม่กลายเป็นศูนย์รวมที่รับเข้าขยะมีพิษจากต่างประเทศมาฝังกลบอีกต่อไป


