เมื่อปลาย ก.พ. 69 ที่ผ่านมา เจ้าพ่อดิสทริบิวเตอร์ผู้จัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ไอทีรายใหญ่วัย 40 ของไทยอย่าง SVOA เพิ่งจะนั่งล้อมวงกับพันธมิตรอย่าง Nvidia และ Epson พูดถึงยุคทองของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับองค์กรที่มีราคาไม่แพงอย่างมีความหวัง แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ศึกในตะวันออกกลางก็ปะทุขึ้น เกิดเป็นบททดสอบสุดโหดของทุกสิ่งที่มีการบอกเล่าไว้
ช่วงก่อนสงครามปะทุ SVOA มองว่าตลาด AI กำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นกว่าเดิมมาก โดย Local AI Server ระดับเริ่มต้นอยู่ที่แค่ 150,000–200,000 บาท เทียบกับอดีตที่ต้องลงทุนหลักล้าน ขณะที่สัญญาณรวมในตลาดบ่งชี้ว่าองค์กรไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคทองของการนำ AI มาใช้งานจริง
แต่ช่วงหลังสงครามปะทุ ภาพนี้อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมดันต้นทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และโรงงานชิปให้แพงขึ้นตาม ยังมีช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดทำให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยพุ่งสูง ส่งผลให้ราคาฮาร์ดแวร์ AI มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง
หากมองที่สินค้าไอที กลุ่มคอมพิวเตอร์และสินค้าที่ใช้หน่วยความจำ (Memory) สูงถือเป็นเป็นกลุ่มที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ตึงตัว นอกจากนี้ หากเป็นสินค้าที่เป็นอินเตอร์แบรนด์ (Inter-brand) อาจจะต้องเผชิญกับระยะเวลารอคอยสินค้าที่นานขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ขณะที่กลุ่มเครื่องพิมพ์และโปรเจคเตอร์อาจมีสถานการณ์ค่อนข้างคงที่
***SVOA ชี้ไอที B2B ไทยคึกคัก
กุลภา อิงค์ธเนศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA กล่าวในงาน SVOA Tech Symposium 2026: Empowering a Sustainable Future through Total AI Solution ว่าปี 2569 เป็นปีที่สินค้าหลายกลุ่มมีราคาค่อนข้างสูงขึ้น ยอดรายได้โดยรวมของบริษัทจึงยังน่าจะเติบโตได้ แม้ว่าจำนวนยูนิตที่ขายอาจลดลงบ้าง แต่มูลค่ายอดขายเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีหน่วยความจำเพราะราคามีการปรับขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังเห็นโอกาสในตลาดสินค้าที่ผลิตในประเทศ เป็น Made in Thailand ซึ่งจัดส่งได้เร็วกว่า จะช่วยเพิ่มประโยชน์เวลาร่วมประมูลงาน
“หากมองในภาพรวมของตลาด ตอนนี้หลายองค์กรต้องการโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างจริงจัง จากข้อมูลรีเสิร์ชหลายแห่งพบว่าปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ใช้งาน AI อยู่ประมาณ 30% แต่มีการคาดการณ์ว่าปี 2569 อาจเติบโตไปถึง 70% ส่วนหนึ่งเพราะไลน์สินค้าใหม่ของ Nvidia ที่เพิ่งเปิดตัว ทำให้ AI เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในอดีตการลงทุนด้าน AI อาจต้องใช้เงินหลักล้านถึงหลักสิบล้านบาท แต่ตอนนี้จุดเริ่มต้นสามารถเริ่มได้ตั้งแต่หลักแสน ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ หรือ SMEs สามารถตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น เราจึงมองว่าตลาดนี้เป็น Gold Area ที่มีศักยภาพสูง”
กุลภาย้ำว่า SVOA กำลังขยายฐานตลาดจากที่เคยเน้นกลุ่มลูกค้าทั่วไป (Consumer) ซึ่งมีแนวโน้มหดตัวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มาสู่กลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) มากขึ้น โดยตั้งทีมดิจิทัลโซลูชัน ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการขายเพียงฮาร์ดแวร์อย่างเดียว ไปสู่การขายแบบรวมเป็นโซลูชันที่รวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการบริการเข้าด้วยกัน เพื่อให้คู่ค้าและลูกค้านำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น เบื้องต้นวางเป้าหมายการเติบโตของพอร์ต B2B ที่แม้จะเพิ่งเริ่ม 2 ปีและยังมีสัดส่วนที่เล็กอยู่ แต่บริษัทมุ่งขยายสัดส่วนนี้ให้ถึง 30% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
นอกจาก AI กุลภายังมองเห็นปัจจัยเสริมในตลาด Sustainability ไทย เพราะแม้ว่าเรื่องการประหยัดต้นทุนจะยังเป็นแกนหลักของหลายองค์กร แต่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กำลังเริ่มมีการวัดผลมากขึ้น โดยเฉพาะเชนโรงแรมหรือองค์กรจากต่างประเทศที่ค่อนข้างจริงจังกับประเด็นความยั่งยืนของโลก
หนึ่งในสินค้าไอทีกลุ่มโลกยั่งยืนที่โดดเด่นคือเครื่องพิมพ์ กุลภาเชื่อว่าเทคโนโลยีอิงค์เจ็ท (inkjet) จะเข้าสู่ตลาดองค์กรหรือ B2B มากขึ้นในช่วงปีนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนเครื่องพิมพ์ในองค์กรมาเป็นอิงค์เจ็ท มีส่วนเพิ่มผลคะแนน Sustainability สูงขึ้นชัดเจน จนที่ผ่านมา อิงค์เจ็ทครองส่วนแบ่งตลาดไทยไปแล้วถึงเกือบ 70% เลเซอร์ลดเหลือ 20% และหัวเข็มหรือ Dot Matrix อีกราว 10% เพราะราชการและธนาคารยังต้องการใช้งานอยู่
***พรินเตอร์ตรึงราคา
ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าปัจจุบัน ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เช่น Epson นั้นพยายามรับมือกับทุกความผันผวนด้วยการบริหารจัดการลดต้นทุนภายในองค์กรเพื่อตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด และหลีกเลี่ยงการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ผู้บริโภค รวมถึงเพื่อรักษาระดับการแข่งขันในตลาดเอาไว้
“ในกลุ่มเครื่องพิมพ์และโปรเจคเตอร์ สถานการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างคงที่ ไม่ได้ประสบปัญหาขาดแคลนรุนแรงเหมือนฝั่งชิปหรือโน้ตบุ๊ก ระบบการจัดส่งและการจัดการยังคงมีเสถียรภาพ”
ในมุมของราคา ยรรยงเผยว่า Epson ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ จากเดิมที่ตลาดนิยมขายเครื่องพิมพ์ราคาถูก แต่ฟันกำไรจากค่าหมึกที่แพง มาเป็นการขายเครื่องในราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ปรับราคาหมึกให้ถูกลงเหลือหลักร้อย ทำให้แบรนด์อื่นต้องปรับตัวตาม นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเปลี่ยนจากการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาเป็นอิงค์เจ็ท คือ ต้นทุนการพิมพ์สีที่ถูกกว่ามาก โดยการเปลี่ยนมาใช้อิงค์เจ็ทสามารถช่วยองค์กรและโรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ทันที 20-30% และในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ระดับ Enterprise จะมีเครื่องพิมพ์รุ่นกลางที่เปลี่ยนรูปแบบมาใช้หมึกแบบถุงฟอยล์ขนาดใหญ่ ซึ่งหมึกหนึ่งชุดสามารถรองรับการพิมพ์ได้สูงถึง 60,000 แผ่น แม้ตัวเครื่องอาจไม่ได้ราคาถูกนัก แต่ช่วยให้ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นขององค์กรถูกลงได้อย่างมหาศาล
***ชิปราคาใหม่
อธิชัย อุ่นโกมล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำประเทศไทย บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยตรงเกี่ยวกับทิศทางราคาของชิป เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ถูกควบคุมและกำหนดมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง SVOA ทั้ง 2 บริษัทได้ออกแบบโซลูชัน AI สำหรับองค์กรมาเป็น 3 ระดับ เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานที่ต่างกัน
“ระดับแรกคือ Starter สำหรับโฮมออฟฟิศ ใช้งาน AI บนเครื่อง PC ทั่วไป ระดับที่สองคือ Generic สำหรับองค์กรขนาดกลางที่ต้องการซอฟต์แวร์ระดับ Professional Grade และระดับสูงสุด Advance ใช้แพลตฟอร์ม DGX Spark ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2568 สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการให้หลายคนใช้งาน AI พร้อมกัน”
โซลูชันเหล่านี้แตกต่างเมื่อเทียบกับในอดีตที่องค์กรต้องลงทุนสร้างเซิร์ฟเวอร์ AI เองในราคา หลายล้านบาท โดยหากมองเรื่องค่าใช้จ่าย Cloud รายเดือน องค์กรใดมีข้อมูลระดับหลายร้อยกิกะไบต์ ค่า Cloud อาจพุ่งถึง 50,000 ถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น แม้ฮาร์ดแวร์บางส่วนจะแพงขึ้น แต่การเข้าถึงเทคโนโลยี AI กำลังมีราคาที่จับต้องได้มากขึ้น โดยชุดเครื่องมือระดับเริ่มต้นหรือ Starter นั้นมีราคาประมาณ 150,000 - 200,000 บาทเท่านั้น
***หลังสงคราม ราคาเปลี่ยน?
จากข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2569 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงตลาดไอทีทั่วโลกอย่างหนักและรวดเร็ว โดยตลาดหุ้น Nasdaq ร่วงแรง มูลค่าหายไปกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นาน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีดิ่งลงแรงที่สุด เพราะนักลงทุนตื่นตระหนกกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
1 ใน 3 ปัจจัยหลักที่อาจทำให้ราคาสินค้าไอทีพุ่งขึ้น คือต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันดิบที่ขยับขึ้นใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนการเดินเครื่อง Data Center และโรงงานผลิตชิปที่ใช้พลังงานสูงมากล้วนแพงขึ้นตาม
ปัจจัยที่ 2 คือห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้า ผลจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญในตะวันออกกลาง ถูกปิดกั้น ทำให้เส้นทางเดินเรือต้องเปลี่ยนสาย ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที มีการประเมินว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียอาจเผชิญกับความล่าช้า ต้นทุนที่สูงขึ้นย่อมสะท้อนมาถึงราคาขายปลีกในที่สุด
ปัจจัยที่ 3 คือภาวะสินค้าขาดตลาด ก่อนหน้านี้ SVOA พบว่าสินค้าบางกลุ่มโดยเฉพาะฮาร์ดแวร์ AI ที่นำเข้ามาเท่าใดก็ขายหมดทุกล็อต
ถามว่าแผนที่ SVOA, Nvidia และ Epson วางไว้ก่อนสงครามจะปะทุ ยังเดินหน้าได้อยู่ไหม คำตอบคือยังได้ แต่อาจต้องปรับเพื่อรับเทรนด์ความต้องการในตลาดที่อาจเปลี่ยนไป เช่น ธุรกิจด้านการตั้ง Local Server ให้ AI ที่อาจจะทวีความสำคัญกว่าเดิม เพราะการมีเซิร์ฟเวอร์ AI ไว้ภายในองค์กรเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น จึงต้องบริหารโอกาสให้ดีในช่วงเวลาที่ราคาฮาร์ดแวร์มีแนวโน้มแพงขึ้นจากต้นทุนพลังงานและการขนส่ง รวมถึงสินค้าบางกลุ่มที่จะหายากขึ้น และ Lead Time จะยาวขึ้น
ทั้งหมดนี้หากมีการวางแผนที่ดี ผลกระทบในตลาดไอทีและ AI ไทยย่อมควบคุมได้ในช่วงหลังสงคราม.


