xs
xsm
sm
md
lg

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ควง สกมช. เผยผลประเมินคลาวด์หน่วยงานรัฐ "ไม่แย่"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จับมือบริษัท พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) เผยผลการดำเนินโครงการประเมินความมั่นคงปลอดภัยระบบคลาวด์ (Cloud Security Posture Assessment หรือ Cloud SPA) ใน 13 หน่วยงานรัฐ ชี้คะแนน"ไม่แย่"แต่ต้องเดินแผนโร้ดแม็ป 3 ระยะยกระดับนโยบาย Cloud First ขีดเส้นเตรียมบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ในกันยายน 2569

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ระบุว่าการร่วมมือกับพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ประเมินสถานะความปลอดภัยบนคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐ 13 แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับระบบคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย ก่อนที่มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วง 7 เดือนข้างหน้า ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ต้องเตรียมตัวภายในปลายปี 69

"การประเมินนี้สอดรับกับนโยบาย Cloud First Policy ของภาครัฐที่ต้องการก้าวสู่ Data Economy และรองรับ Net Zero และเพื่อล้างความเข้าใจผิด ที่เชื่อว่าเมื่อนำข้อมูลขึ้นคลาวด์แล้วผู้ให้บริการจะดูแลให้ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ"

เกณฑ์คะแนนคือ สีเขียว (75% ขึ้นไป คือดี/มีแผนงาน) และ สีเหลือง (ต่ำกว่า 75% คือต้องปรับปรุง)
การประเมินนี้ยังช่วยแก้ไขปัญหา 70% องค์กรในไทยที่มีการตั้งค่าระบบคลาวด์ผิดพลาด ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเจาะข้อมูล และช่วยรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ ที่แฮกเกอร์เริ่มนำ AI มาใช้สร้างเครื่องมือโจมตี เช่น SQL Map Skynet และความเสี่ยงจาก Agentic AI ที่อาจสร้างความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น

***ประเมินเจาะลึก

ผลการประเมินความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยบนระบบคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐ 13 แห่ง พบว่า หน่วยงานภาครัฐมีระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน โดยในด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์หน่วยงานภาครัฐทั้ง 13 แห่งสามารถทำได้ดี มีคะแนนเฉลี่ยที่ประมาณ 84% ในหัวข้อกลยุทธ์คลาวด์ (Cloud Strategy) และ 82% ในศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (Security Operations) ขณะที่ Cloud Security Posture บนไพรเวทคลาวด์เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ทำคะแนนอยู่ในระดับสูง คือ 77%

ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่าผลการประเมินคลาวด์หน่วยงานภาครัฐของไทยได้คะแนน Benchmark สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โดยผู้บริหารระดับสูงทั้งอธิบดี, CIO และ CISO ต่างให้ความสำคัญอย่างมาก ลงมาติดตามผลและแก้ไขช่องโหว่ด้วยตัวเองอย่างจริงจัง และแม้การสำรวจจะรวมหน่วยงานที่เคยข้อมูลรั่วไหลแล้ว แต่ก็ได้นำมาเป็นบทเรียนและมุ่งมั่นปรับปรุงให้มีความปลอดภัยเทียบเท่าระดับธนาคาร

"ด้านกลยุทธ์ (Strategy) นั้นทำได้ดีมาก ทุกหน่วยงานมีแผนงานและกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่ด้าน Cloud Application Security ยังต้องปรับปรุง เนื่องจากหลายแห่งใช้วิธียกเซิร์ฟเวอร์เดิมขึ้นคลาวด์ทั้งชุด แทนที่จะออกแบบเป็น Cloud Native หรือ Microservices ซึ่งจะทำให้ใช้ประโยชน์และดูแลความปลอดภัยได้ดีกว่า"

  ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์
ธัชพลพบว่าคลาวด์หน่วยงานรัฐกลุ่ม Private Cloud ทำได้ดีในการมองเห็นทรัพย์สินข้อมูลตนเอง แต่กลุ่มที่ใช้ Public Cloud ยังมีปัญหา ขณะที่ด้าน Cloud Runtime Security ยังมีคะแนนค่อนข้างต่ำ ขาดการป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์

ในด้านศูนย์ปฏิบัติการ Security Operation Center (SOC) มีคะแนนตามมาตรฐานดี แต่ขาดการบูรณาการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้เฝ้าระวัง (SOC ที่จ้าง Outsource) กับระบบคลาวด์ ทำให้เวลาเกิดปัญหาไม่สามารถรับรู้และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

"ปัญหาอื่นๆ ที่พบ คือการละเลยการตั้งค่าความปลอดภัย เช่น การเปิด Port 22 ทิ้งไว้ให้คนนอกเข้าถึงง่าย และการไม่ซื้อ Support Package จากผู้ให้บริการคลาวด์ ทำให้เวลาเกิดเหตุต้องรอคิวนาน"

*** โร้ดแม็ปนำร่อง 100 หน่วยงานรัฐ

เมื่อเข้าไปตรวจประเมินหาช่องโหว่ของ 13 หน่วยงานนำร่องนี้แล้ว พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ และ สกมช. ได้ให้คำแนะนำแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อนำไปแก้ไขทั้งแบบทันที และผ่านแผน Roadmap 3 ระยะ ซึ่งอาจขยายผลสู่การนำไปใช้ในหน่วยงานรัฐที่มีแอปพลิเคชันบนคลาวด์ประมาณ 100 แห่ง และหน่วยงาน CII ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายแรกของการบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์

(จากขวา)  พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ   ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์
โร้ดแม็ประยะแรกคือการสร้างพื้นฐาน รู้ว่าทรัพย์สินข้อมูลอยู่จุดไหนและทำประเมินตนเอง ระยะที่ 2 คือการสร้างระบบหรือคู่มือที่จะมีการเน้นการใช้ AI ตรวจจับเชิงรุกอย่างรวดเร็ว และระยะที่ 3 คือการกำกับดูแลแบบยืดหยุ่น ที่ปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

หนึ่งในการสร้างเครื่องมือรับมือภัยบนคลาวด์ที่โดดเด่นของ 3 ระยะนี้ คือการจัดทำคู่มือ Incident Response Playbook เพื่อกำหนดบทบาทและขั้นตอนที่ชัดเจนให้บุคลากรเมื่อเกิดเหตุโจมตี ซึ่งจะมีการนำ AI มาสร้างคู่มืออัติโนมัติแน่นอน

"เราสามารถทำ Playbook อัตโนมัติด้วย AI ถ้าเกิดเราเอาคนมานั่งทำ Playbook ซ้อมกันเองด้วยคน ไม่มีทางทัน จำเป็นที่จะต้องใช้ AI ประยุกต์ในเรื่องของ Cyber Security"

ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยไม่นิ่งนอนใจ และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสร้างเกราะกำบังทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชนในยุคที่สงครามไซเบอร์ไม่ได้สู้กันด้วยมนุษย์ แต่สู้กันด้วยความฉลาดของ AI โดยปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย และ สกมช. มีการแนะนำให้หน่วยงานรัฐใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่เร่งด่วนได้ทันท่วงที ไม่ต้องเสียเวลารอรอบงบประมาณประจำปีอีกต่อไป.