ในวันที่ตลาดออนไลน์ไทยหมุนด้วยพัสดุหลายล้านชิ้นต่อวัน แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการขนส่งทั้งระบบ จน 'ไปรษณีย์ไทย' ต้องยืนบนจุดตัดสำคัญระหว่างภารกิจรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม กับการถูกบังคับให้วิ่งแข่งในสนามโลจิสติกส์เต็มตัว
ท่ามกลางสมการตลาดที่บีบคั้นว่า แพลตฟอร์มรายใหญ่เจียดวอลุ่มให้เพียง 1.5% หรือราว 50,000 ชิ้นต่อวัน คิดเป็นประมาณ 1% ของส่วนแบ่งตลาดรายวัน คำถามจึงไม่ใช่ว่าไปรษณีย์ไทย 'ทำได้ไหม' แต่คือ 'กติกา' ของระบบเปิดพื้นที่ให้แข่งขันได้จริงมากเพียงใด
◉ วอลุ่มน้อย เกมเสียเปรียบ
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า เมื่อแปลงวอลุ่มจากแพลตฟอร์มเป็นภาพรวม จะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านชิ้นต่อเดือน หรือประมาณ 18 ล้านชิ้นต่อปี แม้ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับวอลุ่มรวมของอีคอมเมิร์ซทั้งประเทศ สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนว่า การเข้าถึงวอลุ่มของไปรษณีย์ไทยยังอยู่ในกรอบจำกัด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าไปรษณีย์ไทย 'รับเพิ่มไม่ได้' ตรงกันข้าม ดร.ดนันท์ย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่รองรับพัสดุเพิ่มได้อีกถึง 1 ล้านชิ้นต่อวัน ในเชิงธุรกิจ โลจิสติกส์ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ ยิ่งวอลุ่มมาก ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลด เพราะโครงสร้างหลักจำนวนมากเป็นต้นทุนกึ่งคงที่ หากวอลุ่มจากแพลตฟอร์มขยับขึ้นสู่ระดับ 10-20% ของตลาด ระบบเดิมจะเริ่มทำงานเต็มขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยจะลดลง และสะท้อนกลับไปที่ความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
"ไปรษณีย์ไทยมีโอกาสขยายบทบาทในระบบขนส่งของประเทศได้มากกว่านี้ หากการแข่งขันเปิดกว้างและเป็นธรรม ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกอำเภอทุกตำบล และบุรุษไปรษณีย์ 25,000 คน ซึ่งไม่ใช่เพียงแรงงาน แต่เป็นโครงสร้างบริการที่กระจายตัวทั่วประเทศ และเป็นฐานที่เอกชนบางรายต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนสูงในการสร้าง" ดร.ดนันท์ กล่าว
◉ สิทธิเลือกถูกจำกัด
โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ 'การเข้าถึงวอลุ่ม' และ 'สิทธิเลือก' ในระบบที่แพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดตัวเลือกขนส่ง สะท้อนจากข้อร้องเรียนของผู้บริโภครายหนึ่งที่ระบุว่า การเลือกขนส่งไม่เป็นไปตามที่ร้านค้ากดเลือก แม้ร้านค้าจะตั้งใจเลือกผู้ให้บริการแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ลูกค้าที่เป็นผู้จ่ายจริงไม่มีสิทธิเลือกบริการ
"เกมนี้ไม่ควรถูกบีบให้วัดกันเพียงว่าใครถูกที่สุด เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความมั่นใจ ความตรงเวลา และความน่าเชื่อถือ" ผู้บริโภคกล่าว
ขณะที่ ดร.ดนันท์ย้ำในภาพใหญ่ว่า เมื่อแพลตฟอร์มควบคุมทั้งวอลุ่มและตัวเลือก การแข่งขันย่อมไม่สมบูรณ์ ต่อให้ผู้ให้บริการมีราคาหรือคุณภาพเหมาะสม โอกาสก็อาจถูกจำกัดตั้งแต่ต้นทาง
"ในเชิงระบบปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่การรวมศูนย์วอลุ่มไว้กับแพลตฟอร์ม ซึ่งมีอำนาจกำหนดตัวเลือกขนส่ง เมื่อวอลุ่มไม่ได้กระจายตามคุณภาพบริการ แต่กระจายตามการจัดสรรของแพลตฟอร์ม ตลาดก็มีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้น ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษ แต่ต้องการกติกาที่เปิดให้ลูกค้าเลือกได้จริง และให้ผู้ให้บริการเข้าถึงวอลุ่มอย่างเป็นธรรม" ดร.ดนันท์ กล่าว
◉ กติกาต้องไม่เลือกข้าง
หากจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ตลาดแข่งขันได้จริง ดร.ดนันท์มองว่าจำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดและเครื่องมือบังคับใช้ที่ทำงานได้ โดยเฉพาะกฎหมาย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ประกาศ กขค. ว่าด้วยแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการไปรษณีย์ พ.ศ. …
กรอบการแข่งขันทางการค้าทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายใช้อำนาจเหนือตลาด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าธรรมเนียม การจำกัดตัวเลือก การเลือกปฏิบัติ หรือเงื่อนไขบังคับเลือกขนส่ง หากบังคับใช้อย่างจริงจัง จะช่วยเปิดสนามแข่งขันและลดความเสี่ยงที่ตลาดจะกระจุกตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน การกำกับกิจการไปรษณีย์ควรชัดเจนระหว่างระบบจดทะเบียนกับระบบใบอนุญาต เพื่อให้มีมาตรฐานและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้จริง
◉ ข้อมูลในมือแพลตฟอร์ม
ในมุมของ ดร.ดนันท์ กติกาที่เปิดให้แข่งขันได้จริง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกระจายวอลุ่ม หรือสิทธิเลือกขนส่ง แต่ต้องครอบคลุมถึงความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าที่ไหลเวียนในระบบด้วย เพราะเมื่อแพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย ข้อมูลการสั่งซื้อ การชำระเงิน และพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมหาศาลถูกประมวลผลทุกวัน หากเกิดการรั่วไหลหรือมีการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนโดยไม่มีความชัดเจน ความเสียหายอาจขยายวงกว้างเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะควบคุมได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า 'ข้อมูลหลุดหรือไม่' แต่คือระบบกำกับดูแลมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพเพียงใด ตั้งแต่การจัดเก็บ การควบคุมสิทธิ์เข้าถึง การใช้และถ่ายโอนข้อมูล ไปจนถึงการแจ้งเตือนและความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย การยกระดับกติกาทั้งด้านการแข่งขันทางการค้าและการกำกับกิจการไปรษณีย์จึงไม่เพียงสร้างสนามแข่งขันที่สะท้อนคุณภาพจริง แต่ยังเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นของประชาชน และช่วยลดความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในระยะยาว
◉ รัฐวิสาหกิจต้องเร็วพอ
ในสนามที่วัดกันด้วยความเร็วเช่นนี้ ดร.ดนันท์วางโจทย์ชัดว่าไปรษณีย์ไทยไม่อาจเป็นเพียง 'หน่วยงานบริการสาธารณะ' แบบเดิมได้อีก เนื่องจากโครงสร้างรายได้เปลี่ยนไป รายได้จากจดหมายลดลงต่อเนื่อง ขณะที่พัสดุกลายเป็นรายได้หลัก ดังนั้น หากตลาดพัสดุเติบโตแต่ไปรษณีย์ไทยไม่ขยายตัวตาม ย่อมหมายถึงการสูญเสียตำแหน่งในห่วงโซ่โลจิสติกส์อย่างเงียบๆ
ในเชิงโครงสร้าง องค์กรอยู่ระหว่างเปลี่ยนชื่อบริษัทลูกจาก 'ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น' เป็น 'ไปรษณีย์ไทย โลจิสติกส์' ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงดีอี โดยการปรับชื่อไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนว่าจะเล่นในตลาดโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ เชื่อมท่าเรือ สนามบิน และระบบรางเข้าด้วยกัน
"รัฐวิสาหกิจอยู่กลางแรงกดดันสองด้าน ขาดทุนก็ถูกถาม กำไรก็ถูกจับตา ถ้าไม่สร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่ภารกิจสังคม องค์กรจะตกอยู่ในสภาพทำอะไรก็ผิด และในตลาดที่วัดกันด้วยความเร็ว ต่อให้บริการดีแค่ไหน แต่ถ้ากลไกตัดสินใจช้า ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม" ดร.ดนันท์ กล่าว


