เกาะติดการไต่สวนคดีที่ "อดัม มอสเซรี" (Adam Mosseri) หัวเรือใหญ่อินสตาแกรม (Instagram) ได้ขึ้นให้การปกป้องการตัดสินใจของบริษัท เกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ใช้เยาวชน ที่ลอสแองเจลิส 11 กุมภาพันธ์ 2026
ประเด็นร้อนในวงการโซเชียลมีเดียและสุขภาพจิตของเยาวชนนี้เริ่มจากการฟ้องร้องที่เรียกว่า "การเสพติดโซเชียลมีเดีย" ในเด็กและวัยรุ่น โดยผู้ฟ้องคือหญิงชาวแคลิฟอร์เนียคนหนึ่งที่เริ่มใช้ Instagram ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ
สาวคนนี้ฟ้องเมต้า (Meta Platforms) ซึ่งเป็นเจ้าของ Instagram และยังฟ้องยูทูบ (YouTube) ของ Google ด้วย โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้พยายามทำกำไรโดยการทำให้เด็กเล็กๆ ติดบริการวิดีโอเหล่านี้ แม้จะรู้ดีว่าโซเชียลมีเดียอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต
ในคำฟ้องอ้างว่า บริษัทเหล่านี้มีส่วนทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้าและบอดี้ดิสมอร์เฟีย (body dysmorphia) หรือความไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง
ล่าสุด Adam Mosseri ซึ่งเป็นหัวหน้าของ Instagram ได้ให้การในศาลที่ลอสแองเจลิส โดยปกป้องการเลือกฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์มที่บางคนในบริษัทเองมองว่าอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เยาวชน
***ปี 2019 จุดเปลี่ยนสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการพิจารณาคดีครั้งนี้ คืออีเมลภายในบริษัทที่ถูกนำมาเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเปิดเผยถึงการถกเถียงกันภายในทีม Instagram ในปี 2019
ในช่วงนั้น Instagram กำลังพิจารณาว่าจะยกเลิกการแบนฟิลเตอร์ภาพที่เลียนแบบผลของการศัลยกรรมพลาสติกหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทีมงานแตกแยกความเห็นกันอย่างมาก
ทีมที่ทำงานด้านนโยบาย การสื่อสาร และสุขภาวะ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรคงการแบนไว้ เพื่อรอเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวัยรุ่นหญิง
นิค เคลกก์ (Nick Clegg) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายกิจการโลกของ Meta ได้ส่งอีเมลระบุชัดเจนว่า "พวกเราจะถูกกล่าวหา – อย่างถูกต้อง – ว่าเราเลือกการเติบโตมากกว่าความรับผิดชอบ" หากบริษัทตัดสินใจยกเลิกการแบน
แต่ฝั่ง Mosseri และมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) CEO ของ Meta กลับต้องการยกเลิกการแบน โดยแก้ไขเป็นการเอาฟิลเตอร์เหล่านี้ออกจากส่วนแนะนำของแอปแทน
ตามอีเมลที่เปิดเผยในศาล ทางเลือกนี้ถูกอธิบายว่า "มีความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดต่อสุขภาวะ" แต่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผู้ใช้น้อยกว่า ซึ่งคำให้การของมอสเซอรี
ในศาล มอสเซอรีได้แสดงจุดยืนว่าได้พยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างข้อพิจารณาต่างๆ และยอมรับว่าเห็นด้วยกับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่อนุญาตให้ใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าได้ โดยไม่เน้นย้ำในส่วนแนะนำ แต่ยังคงห้ามฟิลเตอร์ที่ส่งเสริมการศัลยกรรมอย่างเปิดเผย
มอสเซอรีกล่าวเสริมว่านโยบายของบริษัทนั้น เหมือนกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และพยายามมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่สำคัญที่สุด
ในบริบทระดับโลก ประเด็นการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศ โดยในเดือนธันวาคม 2025 ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่สเปน กรีซ อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็กำลังพิจารณามาตรการในทำนองเดียวกัน
ในสหรัฐอเมริกาเอง Meta, YouTube และโซเชียลมีเดียอื่นๆ กำลังเผชิญกับคดีความหลายร้อยคดีจากครอบครัว โรงเรียน และอัยการสูงสุดของรัฐต่างๆ
***พ่อแม่สูญเสีย
สิ่งที่สะเทือนใจในการพิจารณาคดีครั้งนี้ คือการมีพ่อแม่หลายคนที่บอกว่าโซเชียลมีเดียนำไปสู่การเสียชีวิตของลูกหลาน ซึ่งมานั่งฟังการพิจารณาคดีในแถวหน้าของห้องพิจารณาด้วย
วิกตอเรีย ฮิงส์ (Victoria Hinks) แม่ของเด็กหญิงที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเมื่ออายุ 16 ปี ได้ออกมาพูดกับสื่อนอกห้องพิจารณาว่า ลูกของเธอเป็นความเสียหายจากวัฒนธรรม "Move Fast and Break Things" หรือขยับให้เร็วและพุ่งชนทุกอย่าง ที่หลายคนในบริษัทที่ซิลิคอนวัลเลย์ยึดมั่นกัน โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดว่า "ลูกๆ ของเราเป็นหนูทดลองชุดแรก"
สำหรับ Move Fast and Break Things นั้นเป็นคำขวัญในยุคแรกของ Facebook ที่ซัคเคอร์เบิร์กเป็นผู้คิดขึ้น แต่ในการให้การครั้งนี้ มอสเซอรีได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คำขวัญนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของบริษัทในปัจจุบัน
ในอีกมุม คดีนี้ถือเป็นการทดสอบที่สำคัญของกฎหมายสหรัฐฯที่คุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์จากความรับผิดต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่ปกป้องบริษัทโซเชียลมีเดียจากการถูกฟ้องร้องมาอย่างยาวนาน
สำหรับคณะลูกขุนที่จะตัดสินว่าบริษัทเหล่านี้มีความผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่า Meta และ YouTube มีความประมาทเลินเล่อในการออกแบบหรือดำเนินการแพลตฟอร์มหรือไม่ และผลิตภัณฑ์ของยักษ์ใหญ่ไอทีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพจิตของโจทก์หรือไม่
ทนายความของ Meta ได้อ้างกฎหมายนี้ในการคัดค้านพยานหลักฐานบางส่วนที่นำเสนอในศาล และบริษัทอาจยกประเด็นนี้ในการอุทธรณ์หากแพ้คดี
ที่สุดแล้ว ผลของคดีนี้จะมีอิทธิพลต่อวิธีการที่บริษัทเหล่านี้ตอบสนองต่อคดีความที่คล้ายกันอีกหลายร้อยคดีในสหรัฐอเมริกา
และที่น่าจับตามากก็คือ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta เองก็คาดว่าจะเข้าให้การในสัปดาห์ต่อๆ ไป ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งของคดี โดยการพิจารณาคดีจะดำเนินต่อในวันศุกร์นี้ และโลกจะคอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไป.


