นับตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีประกาศแผนการลงทุนด้าน AI ที่สูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี 2026 ถือเป็นตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องหยุด และคิดทบทวนใหม่
คำถามที่ทุกคนถามตอนนี้คือ การลงทุนมหาศาลนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? และที่สำคัญ การลงทุนจะกระทบต่อผลกำไรของบริษัทเหล่านี้อย่างไร
มาดูตัวเลขที่น่าสนใจกัน
แอมะซอน (Amazon) นั้นประกาศแผนลงทุน 200,000 ล้านดอลลาร์ และผลที่ตามมาคือในช่วงวันที่ 6 - 12 กุมภาพันธ์ 2026 หุ้น Amazon.com (AMZN) เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ร่วงเกือบ 8-10% สะท้อนความกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนทำให้นักลงทุนเทขายหุ้น แม้รายได้คลาวด์ (AWS) ในไตรมาส 4/2025 จะเติบโตแข็งแกร่ง
ฝั่งอัลฟาเบ็ต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล (Google) บอกว่าการใช้จ่ายด้านทุนอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีนี้ ส่งผลให้หุ้นร่วง 3% ทันที จากนั้นมีการปรับตัวลงจาก 322 เหรัยญเหลือ 311 เหรียญ เป็นความผันผวนหลังจากบริษัทประกาศแผนทุ่มงบประมาณด้าน AI ประจำปี 2026 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 185,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่เมต้า (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็หนีไม่พ้น ราคาหุ้นร่วง 1.3%
แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ได้รับผลกระทบในทางลบ เพราะเอ็นวิเดีย (Nvidia) ผู้ผลิตชิปสำหรับ AI กลับมีมูลค่าพุ่งทะยานขึ้นทันที 7% มากกว่าไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่เพิ่มขึ้น 1% และเทสลา (Tesla) ที่ขยับขึ้น 4%
***ผู้เชี่ยวชาญโยงกลไกตลาด
แอนดริว เวลส์ (Andrew Wells) ผู้จัดการฝ่ายลงทุนจาก SanJac Alpha ในฮิวสตัน วิเคราะห์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ถึงภาพรวมตลาดที่มองการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ว่าบริษัทต่างๆ ได้ดึงรายได้ในอนาคตหลายปีมาคิดล่วงหน้าแล้ว และตอนนี้ราคาหุ้นสูงเกินไป ซึ่งไม่ใช่ว่าเทรนด์นี้จะจบลง แต่ด้วยราคาที่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มี ภาวะที่เกิดขึ้นจึงเป็นการลดความเสี่ยงของตลาด
แต่เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia กลับมองในแง่บวก โดยกล่าวในรายการ Halftime Report ของสถานี CNBC ว่าความต้องการที่อยู่ในระดับสูงลิ่ว นั้นสอดคล้องกับการเพิ่มการลงทุน ดังนั้นการโหมเงินลงทุนเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม นอกจากการลงทุนที่สูง แต่ภาวะผันผวนนี้ยังอาจโยงได้กับเรื่องการคุกคาม ต่อบริษัทที่ทำธุรกิจด้านข้อมูลและการวิเคราะห์
บริษัททอมสัน รอยเตอร์ส (Thomson Reuters) ในแคนาดา นั้นประสบกับภาวะหุ้นร่วงหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นก.พ. 2026 และยังคงร่วงต่อเนื่องไม่หยุด
ยังมีบริษัทวิจัย RELX ในลอนดอน ที่สูญเสียมูลค่าหุ้นไปกว่า 4.6% และหล่นร่วงรวม 17% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
รอยเตอร์นี้ว่าดัชนี S&P 500 กลุ่ม software and services นั้นร่วงลงเกือบ 8% ในช่วงต้น ก.พ. 2026 โดยสูญเสียมูลค่าตลาดไปประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2026
หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในบริษัทวิเคราะห์ เชื่อว่าเป็นการเปิดตัวปลั๊กอินตัวใหม่จากปัญญาประดิษฐ์ชื่อคล็อด (Claude) ของบริษัทแอนทรอปิกส์ (Anthropic) เพราะนี่คือโมเดล AI ที่ทรงพลังมาก จนทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า บริษัทที่ทำธุรกิจด้านข้อมูลและการวิเคราะห์แบบดั้งเดิม อาจถูกแทนที่ได้
แน่นอนว่าความวุ่นวายครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐอเมริกา เพราะในอินเดีย หุ้นบริษัทส่งออกซอฟต์แวร์ร่วงลงหลายเปอร์เซ็นต์ในต้น ก.พ. 2026 และสูญเสียมูลค่าตลาดหลายหมื่นล้านดอลลาร์ตลอดสัปดาห์ ซึ่งหากมองในภาพรวม พบว่าตลาดหุ้นทั่วโลกล้วนปรับตัวลง
ที่สุดแล้ว สิ่งที่โลกกำลังเห็นอยู่ตอนนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการเทคโนโลยี แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการลงทุนมหาศาล 600,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 นั้นจะคุ้มค่าหรือไม่? บริษัทเหล่านี้จะสร้างผลกำไรจากการลงทุนนี้ได้จริงหรือ? และบริษัทซอฟต์แวร์และข้อมูลแบบดั้งเดิมจะรอดพ้นจากการถูก AI แทนที่ได้อย่างไร? แต่หนึ่งสิ่งที่แน่นอนคือ เราต่างอยู่ในยุคที่ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล
และการปรับตัวของบริษัทต่างๆ ในช่วงเวลาสุดผันผวนนี้ จะกำหนดได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างน่าเสียดาย.


