วงการโซเชียลมีเดียประเทศไทยกำลังฮือฮา กับกรณีที่โพสต์ภาษาไทย 1 โพสต์บนเฟซบุ๊กถูกแชร์ทะลุหลักล้านครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนถึงพลังของเทคโนโลยีโซเชียลที่สามารถจุดประกายการมีส่วนร่วมของประชาชนไทยได้อย่างมหาศาล
โพสต์ที่ถูกแชร์ทะลุล้านนี้มีจุดเริ่มต้นจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ผู้คนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์ทั่วประเทศ แต่กลับเกิดปัญหาหลายอย่างที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดชลบุรีและเชียงราย มีการร้องเรียนว่าเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคประชาชน เขต 1 จังหวัดลำปาง หายไปจากหน่วยเลือกตั้ง หรือในเขตบางบอน กรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิ์สแกน QR Code หน้าหน่วยเพื่อดูข้อมูลผู้สมัคร แต่กลับเจอข้อมูลเก่าจากการเลือกตั้งปี 2566 แทนที่จะเป็นข้อมูลปีปัจจุบัน
และปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยกรอกรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองบัตรผิดพลาด แม้ประชาชนจะทักท้วงแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่แก้ไขทันที จนกว่าจะผ่านไปสักพักถึงยอมรับว่าผิดจริง
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย และในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การใช้ QR Code เพื่อให้ข้อมูลรวดเร็ว แต่ถ้าข้อมูลผิดพลาด ย่อมยิ่งทำให้ผู้คนหงุดหงิดมากขึ้น เมื่อปัญหาเหล่านี้จุดประกายความโกรธในหมู่ประชาชน หลายคนจึงเลือกแสดงออกผ่านช่องทางที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ นั่นคือ โซเชียลมีเดีย
จุดนี้เองที่ปรากฏการณ์แชร์กระหึ่มโซเชียลเริ่มขึ้น โดย iLaw หรือ Internet Law Reform Dialogue ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายอินเทอร์เน็ตและสิทธิพลเมือง ได้โพสต์บนเพจและเผยแพร่เมื่อเวลา 12.56 น. ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากหีบเลือกตั้งเปิดไปแล้วเกือบ 5 ชั่วโมง
โพสต์นี้มีเนื้อหาเตือนให้ผู้ใช้สิทธิ์ตรวจสอบเลขรหัสหน้าบัตรให้ดี เพื่อป้องกัน "บัตรเขย่ง" หรือบัตรที่อาจถูกนับผิดเขตเพราะรหัสผิดพลาด ตัวโพสต์นั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่บอกข้อมูลที่ได้รับมาและเตือนให้ระวัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือโพสต์ถูกแชร์ต่อออกไปมากกว่า 1 ล้านครั้งภายในเวลาอันสั้น ซึ่งพบว่ามียอดต่อชั่วโมงคำนวณได้เกิน 1 แสนแชร์ใน 60 นาที โดยสถิตินั้นเพิ่มขึ้นแบบเรียลไทม์ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในโซเชียลมีเดียภาษาไทย
ทำไมโพสต์จึงเป็นไวรัลขนาดนี้? จากมุมมองเทคโนโลยี เราอาจต้องดูที่อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก ซึ่งออกแบบมาเพื่อโปรโมตคอนเทนต์ที่สร้าง engagement สูง เช่น การแชร์ การคอมเมนต์ และการแสดงความรู้สึก โพสต์นี้จุดชนวนความโกรธที่สะสมอยู่แล้ว ผู้คนเข้ามาคอมเมนต์ยืนยันว่าปัญหานี้เกิดจริงในพื้นที่ของตัวเอง บางคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว ทำให้อัลกอริทึมผลักดันโพสต์นี้ให้ปรากฏในฟีดของคนมากขึ้นเรื่อยๆ
***ยิ่งแชร์มาก ยิ่งกระจายกว้าง
สำหรับในประเทศไทย เรามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย ดังนั้น โพสต์ภาษาไทยที่เกี่ยวกับประเด็นร้อนอย่างการเลือกตั้ง จึงมีศักยภาพที่จะไวรัลได้สูงมาก
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้โพสต์ส่วนตัวถึงเรื่องนี้ว่าตั้งแต่เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเคยเห็น คอนเทนต์บนเฟซบุ๊กที่ได้ถึงหลักหนึ่งล้านแชร์ โดยเปรียบเทียบว่าปกติเห็นแต่โพสต์ภาพสัตว์น่ารักจาก National Geographic ที่ได้หลักแสนแชร์ เพราะการแชร์นั้นเกิดขึ้นแบบสากล แต่โพสต์นี้มีแต่ภาษาไทย
"นี่มีแต่ภาษาไทย ประเทศไทยมีคนเล่นเฟซบุ๊กกี่คน ?? ยอดแชร์เพิ่มขึ้นชั่วโมงละแสน อ่านไม่ทันเลยว่าใครแชร์ไปว่าอะไรบ้าง ก็แค่กำลังโกรธและพอดีจังหวะได้เอกสารมา ก็เลยมือไวไปหน่อยโพสเลยไม่ทันคิดไม่ทันตรวจทาน ก็แค่นั้น ทำลายทุกสถิติที่จะเป็นไปได้ เราจะไม่ตั้งเป้าทำคอนเท้นต์ให้ได้ระดับนี้อีก"
*** กกต. ยันไม่มีปัญหา
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ออกมาแถลงสรุปปัญหาหลังปิดหีบเลือกตั้งว่า แม้จะมีรหัสหน้าซองผิด แต่บัตรจะถูกส่งถึงเขตที่ถูกต้องแน่นอน เพราะหน้าซองมีที่อยู่จ่าหน้าถึงประธานกรรมการเลือกตั้งประจำเขตชัดเจน และก่อนส่งให้ไปรษณีย์ จะมีการตรวจสอบซ้ำทั้งจ่าหน้าและจำนวนบัตรเทียบกับผู้มาใช้สิทธิ์ เพื่อความมั่นใจ
แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้มีนัยมากกว่าแค่เรื่องแชร์ล้านครั้ง เพราะนี่คืออีกตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียในยุค 5G และ AI ที่ช่วยกระจายข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทุกอย่างแสดงให้เห็นว่า โซเชียลสามารถเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องระวังเรื่องข้อมูลเท็จด้วย
ไม่ว่าเทคโนโลยีอย่าง blockchain หรือระบบดิจิทัลโหวตติ้ง จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งในอนาคตได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าโซเชียลมีเดียจะยังคงเป็นเวทีหลักในการแสดงพลังประชาชนต่อไป.


