หลายคนอาจเห็นข่าวเรื่องแบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State) ของโตโยต้า (Toyota) กันไปบ้างแล้ว ซึ่งไม่ว่าเทคโนโลยีนี้จะมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกเพียงใด แต่ Toyota ก็ยืนยันว่าไม่รีบและยังไม่มีแผนผลิตในเร็ววันนี้ แม้ตัวเลขที่ประกาศออกมาจะน่าประทับใจจนทำให้เกิดกระแสร้อนแรงก็ตาม
ตัวเลขที่ Toyota เผยล่าสุดคือความสามารถในการวิ่งไกล 745 ไมล์ หรือ 1,200 กิโลเมตร โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที โดย Toyota ทำให้ศักยภาพน่าทึ่งนี้เป็นจริงได้เพราะเทคโนโลยี Solid-State Battery ซึ่งต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบเหลวที่ใช้กันอยู่ทั่วไป
จุดต่างคือการใช้ตัวนำไฟฟ้าแบบของแข็ง (Solid Electrolyte) แทนของเหลว ซึ่งมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งการทนความร้อนได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือไฟไหม้ ขณะเดียวกันก็รองรับการชาร์จเร็วกำลังสูงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการชาร์จเต็มได้ใน 10 นาที
Solid-State Battery ยังใช้พลังงานหนาแน่นกว่า จึงเก็บพลังงานได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม และยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ชะลอการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ลงได้
*** Toyota ไม่รีบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีเทคโนโลยีที่ดูจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม แต่ Toyota กลับไม่ได้ประกาศว่าจะเปิดตัวในปีหน้า หรือแม้แต่ปีนี้
นายโคจิ ซาโต้ ประธาน Toyota ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการนำแบตเตอรี่ออกสู่ตลาดจริงก่อน แล้วจึงค่อยขยายกำลังการผลิต แนวคิดนี้แตกต่างจากสตาร์ทอัปในประเทศโลกตะวันตก รวมถึงเจ้าพ่อเบอร์ใหญ่อย่างจีน
Toyota ย้ำว่าไม่ต้องการเปิดตัว Solid-State Battery ก่อนแล้วค่อยแก้ปัญหาทีหลัง ขณะเดียวกันก็ไม่อยากเอ่ยคำสัญญาสิ่งที่ยังทำไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดเสี่ยงมากกับชื่อเสียงที่สร้างมากว่า 80 ปี
สิ่งที่ Toyota ต้องการคือความเชื่อถือได้ 100% ก่อนส่งมอบให้ลูกค้า ขณะเดียวกันก็ต้องการควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ผลิตจำนวนมากได้ และยังต้องการใช้เวลาให้แน่ใจในอัตราการผลิตที่ตอบสนองความต้องการได้
อีกเหตุผลที่ Toyota วางโร้ดแม็ปให้ Solid-State Battery ของบริษัทเริ่มต้นในปี 2027-2028 ไม่ใช่พรุ่งนี้ คือช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก จากการสำรวจของ Washington Post และ University of Maryland พบว่า 74% ยังคงเชื่อว่ารถน้ำมันดีกว่าสำหรับทริปไกล และมีเพียง 10% คิดว่ารถไฟฟ้าสะดวกพอ
เหตุที่ทำให้ตัวเลขผลการสำรวจเป็นแบบนี้ เพราะความกังวลในใจผู้บริโภคยังฝังลึก โดยเฉพาะความกลัวว่าแบตจะหมดกลางทาง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Solid-State Battery ก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้การค้นหาสถานีชาร์จทำได้ยาก ขณะเดียวกัน Solid-State Battery ก็ยังใช้เวลาชาร์จนานเกินไป เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันที่เรียบร้อยใน 3-5 นาที
Solid-State Battery ยังมีมาตรฐานชาร์จที่แบ่งแยก ไม่เป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดความสับสน ไม่รู้ว่ารถตัวเองใช้หัวชาร์จแบบไหน ซึ่งนี่เองที่จะเป็นจุดที่ Solid-State Battery พร้อมกลยุทธ์ของ Toyota จะเข้ามาเปลี่ยนเกม
Toyota นั้นรู้ดีว่าแบตเตอรี่คุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ จึงเตรียมแผนไว้หลายด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากมองย้อนไปในเดือนตุลาคม 2024 เจ้าพ่อ Toyota ประกาศความร่วมมือกับเทสลา (Tesla) ทำข้อตกลงเพื่อการเข้าถึงสถานี Supercharger 12,000 แห่งในอเมริกาเหนือ และใช้มาตรฐาน NACS ตั้งแต่ปี 2025 เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ลูกค้า Toyota จะไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จอีกต่อไป
อีกด้านคือความมั่นใจระยะยาว ส่วนนี้ Toyota เริ่มแล้วด้วยการรับประกันแบตเตอรี่รถไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันไว้ยาวนาน 10 ปี หรือ 1 ล้านกิโลเมตรในบางประเทศ สำหรับรถไฟฟ้ารุ่น bZ4X และ bZ4X Touring, Urban Cruiser, C-HR+ และ Hilux รุ่นไฟฟ้า ด้วยเงื่อนไขคือต้องบำรุงรักษาที่ศูนย์ Toyota อย่างสม่ำเสมอ และรับประกันที่ความจุแบตต่ำกว่า 70%
ที่สุดแล้ว หาก Toyota สามารถทำให้เทคโนโลยี Solid-State Battery เกิดจริงได้ตามแผนในปี 2027-2028 รวมถึงผู้ผลิตรายอื่นๆ อย่าง BMW, Honda ที่กำลังวิจัยเทคโนโลยีเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์โลกย่อมจะเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง เพราะรถไฟฟ้าจะใช้งานได้จริงเท่ารถน้ำมัน ทั้งระยะทางไกล ชาร์จเร็ว ในอีกด้าน ผู้บริโภคจะเริ่มเชื่อมั่น บนโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ด้วยมาตรฐานเดียวกัน เข้าถึงง่าย ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจน
Solid-State ของ Toyota จึงเป็นอีกเทคโนโลยีที่โลกรอคอย.


