xs
xsm
sm
md
lg

ครบ 5 ปีควบรวม 'NT' จากกำไร สู่ขาดทุน 5-6 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ครบ 5 ปีควบรวม TOT-CAT : NT ปี 68 กำไร 1,900 ล้าน ลุ้นโบนัสครั้งแรก ก่อนเผชิญปี 69 'สรรพชัยย์' ประเมินขาดทุน 5-6 พันล้าน เร่งรีเซ็ตบทบาทสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ

7 มกราคม 2569 วันครบรอบ 5 ปี ของการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ซึ่งหลอมรวมกันเป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ผ่านไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางความจริงที่ปรากฏชัดว่า รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมรายนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ทั้งในเชิงโครงสร้างองค์กรและบทบาทในอุตสาหกรรม

ในสนามการแข่งขันเชิงพาณิชย์ NT แทบไม่มีพื้นที่ยืน เมื่อธุรกิจมือถือและบรอดแบนด์ซึ่งเคยถูกวางเป็นความหวัง ถูกเอกชนยึดครองไปเกือบทั้งหมด จากความได้เปรียบด้านความคล่องตัว เทคโนโลยี และการตลาด ขณะที่ NT ยังคงติดหล่มโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ การตัดสินใจที่เชื่องช้า และต้นทุนที่สูงเกินจะแข่งขันในเกมเดียวกันได้อย่างเป็นธรรม

ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ โจทย์ใหญ่ด้านความอยู่รอดทางการเงิน ซึ่งเริ่มสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมในแผนธุรกิจปี 2569 ที่ต้องเผชิญภาวะขาดทุนหลายพันล้าน กลายเป็นแรงกดดันสำคัญให้ทั้งองค์กรต้องเร่งตัดสินใจว่าจะเดินต่ออย่างไร และจะรีเซ็ตบทบาทของ NT ให้สอดคล้องกับความจริงมากกว่าที่ผ่านมาได้หรือไม่

ปี 68 กำไร 1,900 ล้าน

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT เปิดเผยว่า แม้ปี 2568 จะเป็นปีแรกที่ NT ไม่มีรายได้ระดับหมื่นล้านบาท จากการเป็นพันธมิตรเชิงพาณิชย์กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE แต่บริษัทยังสามารถรักษาผลประกอบการให้เป็นบวก โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 1,900 ล้านบาท จากรายได้รวมกว่า 55,000 ล้านบาท

กำไรดังกล่าวเกิดจากการควบคุมค่าใช้จ่ายเดิมอย่างเข้มข้น การยกระดับระบบหลังบ้าน โดยเฉพาะระบบ ERP ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการไม่มีปัจจัยต้นทุนพิเศษ เช่น ภาระคดีความ ที่ในอดีตหากแพ้คดีจะต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม พ.อ.สรรพชัยย์ ยอมรับว่า แม้ผลกำไรจะออกมาดีกว่าแผน แต่รายได้บางธุรกิจยังต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดั้งเดิม ขณะที่รายได้จากธุรกิจดิจิทัล เติบโตเกินแผน และถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของ NT ในระยะยาว แม้ยังไม่สามารถทดแทนรายได้โมบายล์ที่หายไปได้ทั้งหมด


ปี 69 ขาดทุน 5-6 พันล้าน

สำหรับปี 2569 พ.อ.สรรพชัยย์ ระบุชัดว่าเป็นปีที่ยากลำบากจริง โดย NT ทำแผนขาดทุนไว้ที่ 5,000-6,000 ล้านบาท จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การไม่มีรายได้จากพันธมิตรโมบายล์อีกต่อไป และ 2.ค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อปรับลดบุคลากรและเพิ่มความคล่องตัวขององค์กรในระยะยาว

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา NT สามารถทำผลงานได้ดีกว่าแผนเกือบทุกปี ยกเว้นบางปีที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพิเศษ เช่น คดีความ ทำให้ฝ่ายบริหารตั้งเป้าว่า แม้ปี 2569 จะขาดทุนตามแผน แต่ต้องพยายาม "ทำให้ดีกว่าแผน" เช่นเดียวกับที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนปัญหาด้านวินัยค่าใช้จ่ายภายในองค์กร โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการเปิดช่องให้คนนอกเข้าพักอาศัยในหอพักพนักงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้น้ำและไฟฟรี รวมถึงเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน ซึ่งถูกมองว่า หาก NT จะเอาจริงกับการควบคุมต้นทุน เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้น

งบลงทุน 4,900 ล้าน ลดแรง

สำหรับงบลงทุนปี 2569 NT วางไว้ประมาณ 4,900 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนควบรวมที่เคยมีงบลงทุนระดับ ปีละหมื่นล้านบาท

พ.อ.สรรพชัยย์ อธิบายว่า หลังควบรวม NT มีสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดการลงทุนใหม่ และควบคุมงบลงทุนให้สอดคล้องกับค่าเสื่อมราคา เพื่อไม่ให้กระทบฐานะการเงินในระยะยาว

ในเชิงสัดส่วน งบลงทุนแบ่งเป็น ราว 30% ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านฟิกซ์ โมบายล์ และบรอดแบนด์ ประมาณ 25% ลงทุนในกลุ่มดิจิทัล เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ ส่วนที่เหลือเป็นฮาร์ดอินฟราสตรักเจอร์ อยู่ในช่วง 10% ใกล้ 20%


บรอดแบนด์แข่งเดือด

พ.อ.สรรพชัยย์ ยอมรับว่า ธุรกิจบรอดแบนด์และโมบายล์อยู่ในภาวะแข่งขันสูงและเริ่มอิ่มตัว อย่างไรก็ตาม NT ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ แม้จะมีลูกค้าหลักแสนรายเข้าและออกในแต่ละช่วง

ทั้งนี้ NT เคยหาลูกค้าใหม่ได้ หลักหลายแสนราย แต่เมื่อหักลูกค้าที่เลิกใช้บริการแล้ว เหลือลูกค้าสุทธิที่ต้องกลับไปวิเคราะห์สาเหตุราว 2-3 หมื่นราย โดยบริษัทยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างราคาที่ในบางเซ็กเมนต์มีต้นทุนต่ำกว่าเอกชน

LEO คุยแล้ว 5 รายขึ้นไป

อีกหนึ่งหมุดหมายใหม่คือ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่ง NT ระบุว่า มีเอกชนเข้ามาเจรจาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ราย และคาดว่าจะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาติดตั้ง Gateway เพิ่มอีก 2-3 รายภายในสิ้นปีนี้

โมเดล LEO จะจับตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น พื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายฝั่ง และพื้นที่ในทะเล รวมถึงงาน IoT อย่างการเฝ้าระวังไฟป่า โดยมีการยกตัวอย่างต้นทุนตั้งแต่ระดับ หลักหน่วยบาทต่อไร่ต่อปี ไปจนถึงอีกโมเดลที่อยู่ระดับ หลักร้อยบาทต่อไร่ต่อปี ขึ้นกับสเปกและอายุการใช้งานของอุปกรณ์

Data Sovereignty แกนหลัก

NT วาง Data Sovereignty เป็นแกนยุทธศาสตร์สำคัญ โดยผลักดันให้ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำข้อมูลไปป้อนแพลตฟอร์ม AI ต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลสำคัญของรัฐไหลออกนอกประเทศ

พ.อ.สรรพชัยย์ ย้ำว่า แม้ไทยจะเริ่มเปิด Open Data แล้ว แต่การขับเคลื่อน AI จำเป็นต้องทำมากกว่านั้น ทั้งในมิติเทคโนโลยี กฎหมาย และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ


GDCC กว่า 6 หมื่น VM

ในฝั่งธุรกิจดิจิทัล พ.อ.สรรพชัยย์ ระบุว่า โครงการหลักเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ GDCC ให้บริการแล้ว 62,748 VM รองรับ 1,202 หน่วยงาน ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐสะสมกว่า 5,000 ล้านบาท, GDCC Open Data ให้บริการ 23,155 VM รองรับโครงการสำคัญ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และ e-Office มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้งานแล้ว 53.33% หรือ 4,152 หน่วยงาน และมีลูกค้าองค์กรภาครัฐเพิ่มเติมอีก 110 หน่วยงาน

โบนัสแรกในรอบ 5 ปี

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ โบนัสพนักงาน โดย พ.อ.สรรพชัยย์ ระบุว่า คาดว่าปีนี้จะมีโบนัส แต่ยังต้องรอการยืนยันรายละเอียดการคำนวณ เนื่องจากต้องตัดรายการที่ไม่ใช่โอเปอเรชันออก และพิจารณาคะแนนประเมินตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็น โบนัสครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเป็น NT

"แม้จะหมดวาระตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ในเดือนกรกฎาคม 2569 แต่ไม่ว่าผู้บริหารคนใดจะเข้ามารับตำแหน่งต่อ ต้องเดินตามแนวทางเดียวกัน คือ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และรีเซ็ตบทบาทของ NT ให้สอดคล้องกับความจริงของอุตสาหกรรม

ช่วง 2 ปีข้างหน้า NT อาจยังเผชิญผลขาดทุนต่อเนื่อง แต่เชื่อว่า ด้วยการเร่งสร้างรายได้จาก คลาวด์ ดาวเทียม LEO และดิจิทัลโซลูชัน ควบคู่การปรับโครงสร้างต้นทุนและบุคลากร NT จะสามารถกลับมามีกำไรได้ภายในปี 2571 และยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมดั้งเดิม สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลางของประเทศ ตามที่รัฐและสังคมคาดหวัง" พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น