สำมะโน 2568 เขย่าโครงสร้างไทย คนเกิดน้อยกว่าตาย เข้าสังคมสูงวัยสมบูรณ์ อุตสาหกรรม-อสังหาฯ-สุขภาพ เร่งปรับเกม ดัน Digital-AI พลิกเศรษฐกิจ รับ Silver Economy โลก
เมื่อวันที่ 26 ม.ค.69 นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงานแถลงผลเบื้องต้น โครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568 ว่า นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของจำนวนประชากร อัตราการเกิดที่ชะลอตัว และขนาดครัวเรือนที่เล็กลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การจัดทำสำมะโนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของการยกระดับการทำงานภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลในรูปแบบ Digital Census ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความครอบคลุมของข้อมูล อันจะเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
◉ Digital Census ครั้งแรก เก็บข้อมูลตามที่อยู่อาศัยจริง
ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า การสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 เป็นการดำเนินการสำมะโนประชากรครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะครั้งที่ 6 ของประเทศไทย โดยมีจุดเน้นสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อนกระบวนการจัดเก็บข้อมูลสู่รูปแบบ Digital First Approach อย่างเต็มรูปแบบ
โดยกำหนดให้วันที่ 1 เม.ย.68 เป็น "วันสำมะโน" และเปิดให้ประชาชนให้ข้อมูลผ่าน Web Application และ Application ทางรัฐเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกัน การจัดเก็บข้อมูลครั้งนี้ครอบคลุมทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตามที่อยู่อาศัยจริง โดยไม่คำนึงถึงสถานะในทะเบียนบ้าน
ผลเบื้องต้น ณ วันสำมะโนพบว่า ประเทศไทยมีประชากรอาศัยอยู่จริง 70.3 ล้านคน มีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน และมีอัตราการเพิ่มของประชากรเพียง 0.42% ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนมา สะท้อนว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ โครงสร้างครัวเรือนยังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จากเดิมราว 6 คนเมื่อกว่า 45 ปีก่อน ขณะที่ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง ระบบสาธารณูปโภค และนโยบายสวัสดิการในอนาคต
◉ อุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นถึงทางตัน ดัน Digital-AI เป็นทางรอด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "แก่ก่อนรวย" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาแรงงานจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
ดังนั้น ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ Digital และ AI ภายใต้นโยบาย Strategy 4 Go โดยเฉพาะ Go Digital and AI เพื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานที่หายไป และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
"ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามโมเดลการผลิตแบบเดิมที่เน้นแรงงานเข้มข้น ไปสู่ Next Gen Industry ที่เน้นการใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมลดการพึ่งพาการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตหรือ OEM ซึ่งไม่สอดรับกับบริบทประชากรในปัจจุบันอีกต่อไป" นายเกรียงไกร กล่าว
◉ อสังหาฯ มองวิกฤตเป็นโอกาส เปิดตลาด Silver Age โลก
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากรจะทำให้คนไทยเข้าถึงการซื้อบ้านหลังแรกได้ยากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการดึงดูดผู้สูงอายุจากต่างประเทศที่มีกำลังซื้อและต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวในไทย
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นบ้านหลังที่สองของผู้สูงอายุจากญี่ปุ่นและยุโรป หากสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ Silver Age โดยเน้น Universal Design และผนวกบริการด้านสุขภาพเข้าไว้ในโครงการ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะสัดส่วนการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน เสนอให้รัฐพัฒนาฐานข้อมูล National One Number เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลประชากร ที่ดิน และภาษีแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนพัฒนาโครงการได้แม่นยำและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
◉ ปรับมุมมองจากสังคมสูงวัย สู่สังคมอายุยืน
นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากสังคมสูงวัย ไปสู่สังคมอายุยืน โดยเน้นการส่งเสริมให้ประชากรมีสุขภาพดีได้นานที่สุด ป่วยให้น้อย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนวาระสุดท้าย
โรงพยาบาล โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จำเป็นต้องปรับบทบาทจากการรักษาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของผู้สูงอายุในอนาคต พร้อมตอบโจทย์เทรนด์ผู้สูงอายุที่พร้อมจ่ายเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
◉ ข้อมูลประชากร ฐานพลังพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเศรษฐกิจ
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้โครงสร้างประชากรจะเป็นความท้าทายใหญ่ของประเทศ แต่หากมีการบริหารจัดการข้อมูลอย่างแม่นยำ ก็สามารถพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสได้
การนำสถิติและ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของประชากร จะช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถออกแบบนโยบายและกลยุทธ์ธุรกิจได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม เวลเนส หรืออสังหาริมทรัพย์
"แม้จำนวนคนเกิดในไทยจะลดลง แต่การดึงดูดแรงงานทักษะสูงและผู้สูงอายุต่างชาติที่มีกำลังซื้อเข้ามาในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่น จะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาระดับกำลังซื้อ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน" รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว


