การส่งสัญญาณในการนำ AI มาใช้งานของภาคธุรกิจปีนี้ จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะปีนี้ AI ไม่ได้อยู่ในช่วงของการทดสอบ ทดลองเพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสมในแต่ละองค์กร แต่กลายเป็น มีความต้องการหลักจากแต่ละหน่วยงานที่สนใจนำ AI ไปใช้เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จุดที่น่าสนใจคือในปีนี้ AI ไม่ได้ถูกมองเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานไอทีในองค์กรธุรกิจอีกต่อไป แต่ถูกคาดหวังให้กลายเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นทั้งในแง่ของรายได้ และผลกำไรที่จะตามมา
ข้อมูลจากรายงาน CIO Playbook ของเลอโนโว ที่ทำการรวบรวมข้อมูลจาก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง กว่า 920 คน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงในประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า องค์กรธุรกิจกว่า 96% เริ่มลงทุน และมีแผนที่จะใช้งาน AI ภายในบริษัทแล้ว
สุเมียร์ บาเทีย ประธาน ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก อินฟราสตรักเจอร์ โซลูชัน กรุ๊ป เลอโนโว กล่าวว่า การที่จะทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจไม่ใช่แค่มองถึงการลงทุนโครงสร้างทางด้านไอทีของฝ่ายไอทีเพียงอย่างเดียว แต่ทุกฝ่ายในองค์กรต้องมองเห็นร่วมกัน และนำ AI มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรต้องระมัดระวังคือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการประมวลผล AI ที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งาน เพราะที่ผ่านมาหลายองค์กรจะให้ความสำคัญกับเงินลงทุนในการเทรนโมเดล AI ให้สามารถใช้งานได้ แต่ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายในการประมวลผลนั้นสูงกว่าการเทรน AI ถึง 15 เท่า
สุเมียร์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นคือ หากมีการนำ AI ไปใช้งานในแอปฯ ที่มีผู้ใช้งาน 10 ล้านคนต่อวัน จากเดิมค่าใช้จ่ายในการประมวลผล 1 คำสั่งมีค่าใช้จ่ายราว 0.01 เหรียญ ตกวันละกว่า 100,000 เหรียญ เพียงแค่ 4 เดือนค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะสูงกว่าค่าสร้างโมเดลมาใช้งานแล้ว
ทำให้ทางเลอโนโว มีการคาดการณ์ว่า หลังจากที่มีการนำ AI มาใช้งานในวงกว้างมากขึ้น 70% ของทรัพยากรคอมพิวเตอร์ด้าน AI ในอนาคตจะถูกใช้กับการประมวลผลเป็นหลัก ไม่ได้ถูกใช้เฉพาะการฝึกโมเดล AI ให้เก่งกาจเพียงเท่านั้น
CIO ร่วมกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ
สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากผลสำรวจ CIO Playbook ฉบับที่ 4 ของ เลอโนโว คือการเปลี่ยนบทบาทของ CIO จากเดิมที่รับหน้าที่ดูแลระบบไอที กลายมาเป็น ผู้ประสานงาน (Orchestrator) ที่รับผิดชอบในการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจร่วมด้วย
ราคชิต กวูรา รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ดิจิทัล เวิร์คเพลส โซลูชันส์ เลอโนโว ระบุว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือลดต้นทุน หรือเพิ่มประสิทธิภาพไอทีหลังบ้านอีกต่อไป แต่ถูกคาดหวังให้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสร้างรายได้ และผลกำไรเป็นอันดับแรก จากปีที่ผ่านมาการสร้างรายได้อยู่ในลำดับที่ 8
โดยเทรนด์หลักของการนำ AI มาใช้งานของภาคธุรกิจ คือการสร้าง AI Agent ที่สามารถคิดและทำหน้าที่แทนที่คนได้ในบางส่วน ซึ่ง CIO ทั่วโลกกว่า 88% ให้ความสนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ความน่าสนใจพุ่งขึ้นเป็น 91%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้ AI Agent สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพองค์กร จะต้องปฏิบัติต่อ AI Agent ไม่ต่างกับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นต้องมีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าถึงข้อมูล กำหนดเงื่อนไข หรือลำดับชั้นในการเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรไม่ต่างจากพนักงาน และต้องมีการตรวจสอบการทำงานด้วย
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้กว่า 60% ของ CIO มองว่า กว่าที่ AI Agent จะพร้อมใช้งานภายในองค์กรธุรกิจ จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึก เรียนรู้ และทดลองทำให้จะเกิดการเติบโตอีกเท่าตัวในราว 12 เดือน ซึ่งรวมถึงการวางกฎเกณฑ์ในการเข้าถึงข้อมูล และการศึกษาความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายแฝงจากการที่ Agentic AI สามารถสั่งประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์แบบเกินความจำเป็น
ไทย ไม่ตกขบวนลงทุน AI
สำหรับประเทศไทย จากผลสำรวจในครั้งนี้ ฟาน โฮ ผู้อำนวยการบริหาร และผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โซลูชันส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส กรุ๊ป เลอโนโว ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยไม่ได้มีความแตกต่างจากภาพรวมของทั้งภูมิภาคในการลงทุนทางด้าน AI แม้ว่าในภาพรวมจะเห็นการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นของเวียดนาม ที่มีปัจจัยการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สุเมียร์ กล่าวเสริมว่า การลงทุน AI ในปีนี้ จะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะฟองสบู่แบบที่มีข้อมูลออกมา เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันการลงทุน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าเทียบกับการคาดการณ์ที่ว่าการประมวลผล AI จะใช้ทรัพยากรกว่า 70% ของโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต จะเห็นได้ชัดเจนว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ผู้บริหารเลอโนโว ยังมองว่า ในเวลานี้ AI ไม่ใช่แค่กระแสอีกต่อไป แต่เป็นการนำไปใช้งานจริง ซึ่ง 3 อุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการนำไปใช้มีทั้ง โทรคมนาคม, สาธารณสุข และ ภาครัฐ เพราะกลุ่มนี้มีข้อมูลจำนวนมหาศาล และการปรับปรุงบริการของกลุ่มนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง
ฟาน โอ ยังย้ำว่า ปัจจุบัน Lenovo เองก็ปรับตัวจากก่อนหน้าที่เป็นแค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน เพราะเห็นถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และการมีความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชนเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก และครอบคลุมกว่า 180 ตลาดทั่วโลก ความยืดหยุ่นและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้เข้าใจปัญหาที่ลูกค้าอาจต้องเจอในการนำ AI มาใช้


