xs
xsm
sm
md
lg

รถยนต์ไร้คนขับกลับมาแรง AI พลิกเกม ศึกครั้งใหม่เริ่มปี 2026

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ"เคยถูกมองว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงล้มเหลว บางบริษัทต้องละลายเงินลงทุนมหาศาลลงแม่น้ำ หลายที่พบว่าเป้าหมายในการพัฒนาพังทลายลง และไม่สามารถเนรมิตคำสัญญาให้เป็นจริงขึ้นมาตามที่เคยคุยไว้

แต่ในงาน CES 2026 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าความฝันเรื่องรถยนต์ไร้คนขับนั้นยังไม่ตาย แถมกำลังกลับมาแรงกว่าเดิม

หนึ่งในค่ายที่โดดเด่นคือเบนซ์ (Mercedes Benz) ที่ประกาศจะให้รถขับตัวเองได้สามารถแล่นบนถนนในเมืองปลายปี 2026 พร้อมกับที่เอ็นวิเดีย (Nvidia) ได้เปิดโอเพ่นซอร์สแพลตฟอร์ม Alpamayo ให้ค่ายรถทั่วโลกใช้ฟรี เป็นการเร่งเครื่องหลังจากประเทศจีนเริ่มอนุมัติรถขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 ให้วิ่งได้แล้ว ทำให้ค่ายรถตะวันตกตื่นตัวเพราะจีนก้าวนำไปไกลเกินคาด

เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia กล่าวถึงรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติระหว่างการกล่าวปาฐกถาหลักของ Nvidia ในงาน CES 2026 งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคประจำปี ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026
***ทุกค่ายกลับมาลองอีกครั้ง?

หนึ่งในประวัติศาสตร์ที่จดเรื่องความล้มเหลวของการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ชัดเจน คือช่วงปี 2019 ที่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประกาศว่าในอีก 1 ปี เทสลา (Tesla) จะมีรถขับเคลื่อนอัตโนมัติล้านคันบนท้องถนน แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะเปิดตัวบริการ robotaxi ทดลองในเฟสหย่อมๆ เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมาเท่านั้น

Tesla Model 3 ปี 2025 ขับเคลื่อนด้วยตนเองด้วยซอฟต์แวร์ FSD 14.1.4 บนถนนในลอสแองเจลิสแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา 6 พฤศจิกายน 2568
นอกจากนี้ยังมีจีเอ็ม (General Motors) ที่ต้องยุติโครงการ Cruise หลังจากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รถขับเคลื่อนอัตโนมัติชนคนเดินถนนแล้วลากไปไกล 6 เมตร ซึ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน ค่ายรถยนต์รายใหญ่ต่างยอมแพ้กับความฝันเรื่องรถไร้คนขับ หนึ่งในนั้นคือฟอร์ด (Ford) ที่ได้เลิกล้มการประกาศเป้าหมายในการพัฒนาไปช่วงหนึ่ง

ทำไมการพัฒนารถไร้คนขับจึงเป็นเรื่องยาก คำตอบคือเพราะว่ารถต้องเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดคิดนับพันล้านแบบบนท้องถนน ตัวอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญชอบยกขึ้นมาอธิบาย คือหากผู้ขับเห็นลูกบอลกลิ้งออกมาบนถนน อาจจะชะลอความเร็วทันทีเพราะรู้ว่าอาจมีเด็กวิ่งตามออกมา แต่รถขับเคลื่อนอัตโนมัติจะชะลอก็ต่อเมื่อรถเห็นเด็กแล้วเท่านั้น

แต่ความฝันเรื่องการพัฒนารถไร้คนขับนั้นกลับมาอีก เพราะ AI หรือปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนเกมทั้งหมด โดยงาน CES 2026 เป็นพื้นที่ที่โลกได้เห็นการประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่หลายเรื่อง

ผู้โดยสารกำลังลงจากรถแท็กซี่ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ ZOOX ระหว่างงาน CES 2026 งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคประจำปี ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026
เรื่องแรกคือ Nvidia ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Alpamayo รุ่นใหม่ โดยระบุว่าเป็น open-source ให้ค่ายรถยนต์ทั่วโลกใช้งานได้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า Alpamayo คืออาวุธสำหรับค่ายรถยนต์ทั่วไปที่จะใช้ต่อกรกับ Tesla โดยเปรียบเหมือนแอนดรอยด์ (Android) ที่ท้าชนแอปเปิล (Apple) ในวงการสมาร์ทโฟน แต่คราวนี้เป็น Nvidia ที่ท้าชน Tesla ในวงการรถยนต์

ในงานนี้ Mercedes Benz ได้ร่วมมือกับ Nvidia ประกาศว่าจะเปิดตัวระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปี 2026 โดยรถจะขับได้เองบนถนนในเมือง แต่ยังต้องมีคนขับคอยดูแลอยู่

Zoox รถพิเศษที่ออกแบบเพื่อการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยเฉพาะ ไม่ใช่การดัดแปลงรถยนต์ปกติ
ในอีกด้าน เจ้าพ่ออย่างเอดับลิวเอส (Amazon AWS) ยังได้ร่วมกับบริษัท Aumovio สนับสนุนการเปิดตัวรถขับเคลื่อนอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ ซึ่ง Amazon เองก็มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเพื่อให้บริการขนส่งผู้โดยสารแบบ Mobility as a Service (MaaS) เพราะ Amazon ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Zoox ในปี 2020 ด้วยมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Zoox เป็นรถพิเศษที่ออกแบบเพื่อการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยเฉพาะ (ไม่ใช่การดัดแปลงรถยนต์ปกติ) ตัวรถของ Zoox เป็นรถไฟฟ้าทั้งคัน ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ ขับได้สองทิศทาง (bi-directional) ความเร็วสูงสุดราว 75 mph และเน้นประสบการณ์ผู้โดยสารผ่านโหมดแสงสีที่ต่างกัน เช่น โหมดพื้นที่ทำงาน (Workspace), โหมดนั่งเล่น (Chill Space) หรือโหมดพร้อมนอน (Date Night)

ไม่เพียง Zoox บริษัทอย่าง Kodiak AI และ Bosch จะร่วมมือผลิตอุปกรณ์และเซ็นเซอร์สำหรับรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติ เช่นเดียวกับ Lucid, Nuro และ Uber ที่ประกาศเป็นพันธมิตรในโปรเจ็กต์ robotaxi ใช้เทคโนโลยีจาก Nvidia ด้วย

ด้าน Hyundai Ioniq 5 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% EV ที่ได้รับความนิยมสูงทั่วโลกหลังจากเปิดตัวครั้งแรกปี 2021 ก็มีการโชว์เวอร์ชันไร้คนขับที่งาน CES 2026 เช่นกัน

***AI เปลี่ยนเกม

วันนี้ AI และ Generative AI ถูกยกให้เป็นตัวเร่งความเร็วครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม เนื่องจาก AI ช่วยให้การพัฒนาและทดสอบทำได้ด้วยทรัพยากรที่น้อยลงอย่างมาก

อาลี คานี (Ali Kani) ผู้จัดการทีมยานยนต์ของ Nvidia อธิบายไว้ใน CES 2026 ว่าปัจจุบัน โลกมีเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทำให้รู้สึกว่าอุตสาหกรรมมาถึงจุดที่สามารถแก้จุดอ่อนสำคัญของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติได้แล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ Hyundai Ioniq 5 กำลังชาร์จไฟอยู่ที่บูธของ Hyundai Motor Group ในงาน CES 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคประจำปี ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากจีนอาจเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ค่ายรถยนต์ตะวันตกรีบกลับมาลงทุนอีกครั้ง โดยเดือนธันวาคม 2025 รัฐบาลจีนอนุมัติรถยนต์ 2 รุ่นที่มีความสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 ซึ่งหมายความว่าตัวรถจะขับได้เองโดยไม่ต้องจับพวงมาลัย

แม้จีนส่งสัญญาณว่ากำลังพร้อมนำหน้าการพัฒนาและเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีนี้มาใช้จริง ขณะที่ค่ายรถยนต์ตะวันตกย่อมไม่อยากตกขบวน แต่อุตสาหกรรมก็ยังมีข้อกังวลอยู่

โยเชน ฮาเนเบ็ค (Jochen Hanebeck) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Infineon บริษัทชิปเยอรมัน เตือนว่าอย่าหลงในภาพลวงตาของตลาด ที่อาจทำให้คิดว่ารถขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาได้ภายในไม่กี่ปี เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่จับต้องได้ว่าจะมีคลื่นยักษ์พัดไปสู่ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับที่รถจะขับได้เองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดูแล

อีกมุมของรถ Waymo

รถ Waymo คาดว่าจอดอยู่บนถนนท่ามกลางภาวะเครื่องดับในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2025
สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าแทนที่จะเสี่ยงลงทุนในรถขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 5 ที่ไม่แน่นอน ค่ายรถยนต์รายใหญ่นั้นต้องการเทคโนโลยีช่วยขับขี่ระดับ 2 ที่สร้างรายได้ได้จริง ซึ่งมีอยู่แล้วแต่ยังต้องมีคนขับคอยจับตาดูถนนตลอดเวลามากกว่า จุดนี้นำไปสู่สัญญาณที่ชี้ว่าการพัฒนารถขับเคลื่อนอัตโนมัติอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนัก

นอกจากนี้ การขยายพื้นที่ให้บริการ robotaxi ก็ยังต้องใช้ข้อมูล รถ และโลจิสติกส์มากขึ้น ทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งยังเป็นความท้าทายของการพัฒนารถขับเคลื่อนอัตโนมัติในปี 2026 และอีกหลายปีจากนี้

เส้นทางสู่รถยนต์ไร้คนขับจึงยังยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งลูกค้าที่อาจไม่พร้อมจ่ายเงินเพื่อเทคโนโลยีนี้ ความปลอดภัยที่อาจยังไม่พอสำหรับถนนสาธารณะ รวมถึงต้นทุนการพัฒนา ที่ยังต้อลุ้นกันต่อว่าจะลดลงจนคุ้มค่าการลงทุนได้หรือเปล่า?


กำลังโหลดความคิดเห็น