xs
xsm
sm
md
lg

Flash Express ยุติกิจการมาเลเซีย สะท้อนเกมผูกขาดแพลตฟอร์ม สะเทือนโลจิสติกส์ไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



Flash Express ยุติกิจการมาเลเซีย เขย่าอีคอมเมิร์ซอาเซียน สะท้อนอำนาจแพลตฟอร์มกระจุกตัว ท่ามกลางตลาดโตแรง คำถามใหญ่คือ หากภาครัฐไทยยังกำกับไม่ทัน ประเทศจะกลายเป็นสมรภูมิผูกขาดรายต่อไปหรือไม่

การถอนตัวของ Flash Express ยูนิคอร์นโลจิสติกส์สัญชาติไทยออกจากตลาดมาเลเซีย กำลังถูกอ่านข้ามมิติธุรกิจ ไปสู่มิติ "โครงสร้างการแข่งขัน" ที่กำลังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ของภูมิภาค แม้คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจะอธิบายว่าเป็นการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทว่าในเชิงข้อเท็จจริง เสียงจากคนในอุตสาหกรรมกลับชี้ไปยังแรงกดดันที่ไม่อาจแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

แหล่งข่าวระบุว่า Flash Express ตกอยู่ท่ามกลางสนามแข่งขันที่ "กติกาเอียง" หลังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ หรือที่ผู้เล่นในตลาดเรียกกันว่า "แพลตฟอร์มสีดำ" ทำข้อตกลงพิเศษกับบริษัทขนส่งเอกชนสีแดง ตัวย่อ J จนทำให้ระบบโลจิสติกส์ถูกล็อกไว้ในวงจำกัด ผู้ขายบนแพลตฟอร์มจึงถูกบีบให้ใช้บริการเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นถูกตัดออกจากปริมาณงานตั้งแต่ต้นทาง

เมื่อไม่สามารถเข้าถึงงานในระดับที่หล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายอื่นจึงค่อยๆ ถูกผลักออกจากตลาด และ Flash Express คือหนึ่งในรายที่ไปไม่รอดในสมรภูมิลักษณะนี้

ผลกระทบเกิดขึ้นแบบฉับพลันและรุนแรง พนักงาน Flash Express ในมาเลเซียกว่า 10,000 คนถูกเลิกจ้างทั้งหมด และบริษัทต้องปิดกิจการภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แม้จะมีการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานครบถ้วน แต่กรณีนี้สะท้อนชัดว่า เมื่อโครงสร้างการแข่งขันพัง ผู้ที่ล้มไม่ได้มีแค่บริษัท หากแต่แรงงานจำนวนมากต้องรับแรงกระแทกโดยตรง

อีคอมเมิร์ซโตสวย โครงสร้างหลังแอ่น

ขณะที่ฝั่งหนึ่งของสมรภูมิสะเทือน ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2567กลับยังขยายตัวอย่างสวยหรู เติบโต 14% มูลค่ารวมทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท และถูกประเมินว่าในปี 2570 จะพุ่งถึง 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านกลับซ่อน "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่เริ่มแบกรับน้ำหนักไม่ไหว

ไทยถูกจัดเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน โดย Shopee ครองการใช้งานสูงสุด 75% ตามด้วย Lazada 67% และ TikTok 51% โดยเฉพาะ TikTok ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนถูกมองว่าเป็น "ตัวเปลี่ยนสมการ" ของอุตสาหกรรม

ความแตกต่างของ TikTok ไม่ได้อยู่แค่แพลตฟอร์มขายของ แต่คือการผนึกโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ อัลกอริทึม ระบบขาย และโลจิสติกส์ไว้ในโครงสร้างเดียว ส่งผลให้แพลตฟอร์มสามารถควบคุมเส้นทางตั้งแต่การมองเห็น ไปจนถึงการส่งของถึงมือลูกค้าได้ทั้งหมด ซึ่งแม้จะเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็เริ่มก่อคำถามเรื่องความเป็นธรรมในการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า TikTok ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องพฤติกรรม "Self-Preferencing" หรือการให้น้ำหนักกับบริการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้ร้านค้าต้องใช้ระบบขายและขนส่งในเครือ เพื่อแลกกับการมองเห็น หากไม่ปฏิบัติตาม สินค้าหรือคอนเทนต์อาจถูกลดการเข้าถึงโดยอัตโนมัติ

แพลตฟอร์มคุมเกม ผู้ค้ารับภาระ

ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้ค้ารายย่อยต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายแฝงในการ "ซื้อการมองเห็น" บนแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการรายเล็กที่ปรับตัวไม่ทันจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบ ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์นอกเครือแพลตฟอร์มก็แทบไม่มีพื้นที่ให้แข่งขันอย่างเท่าเทียม

สถานการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก หลายประเทศเริ่มขยับใช้มาตรการเชิงรุก เช่น อินโดนีเซียที่เคยสั่งแบน TikTok Shop ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองผู้ค้าท้องถิ่น หรือสหภาพยุโรปที่จัดแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เป็น "Gatekeeper" ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act เพื่อสกัดการใช้อำนาจเหนือตลาด

ไทยลังเล บทเรียนมาเลเซียไล่หลัง

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานอย่าง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เริ่มขยับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นและยกร่างกติกาควบคุมการผูกขาด ทว่าเวลาผ่านไปจนถึงเดือนธันวาคม 2568 ร่างกฎหมายยังคงค้างอยู่ในระบบ

แม้ร่างของ กขค. จะถูกมองว่าคืบหน้ามากกว่า และเคยส่งสัญญาณว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากแรงเสียดทานทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความล่าช้ายังคงเป็นความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากรัฐยังไม่เร่งวางกติกาที่ชัดเจน ไทยอาจเผชิญผลกระทบหนักกว่ามาเลเซีย เพราะอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยมีแรงงานเกี่ยวข้องนับแสนคน หากผู้เล่นรายกลางและรายเล็กถูกบีบออกจากตลาด ผลกระทบจะไม่หยุดแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะกระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง

กรณี Flash Express ในมาเลเซีย จึงไม่ใช่เพียงข่าวการถอนการลงทุน หากแต่คือ สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง ว่าตลาดที่เติบโตอย่างหวือหวา อาจซ่อนความเปราะบางไว้ภายใน หากปล่อยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่เขียนกติกาเพียงฝ่ายเดียว

และหากผู้กำหนดนโยบายยังคงเลือกชะลอการตัดสินใจ ภายใต้อำนาจทุนและแรงกดดันทางผลประโยชน์ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า "รายต่อไปจะเป็นใคร" แต่คือประเทศไทยยังเหลือสนามแข่งขันที่เป็นธรรมหรือไม่ ในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังโตแบบไร้เบรก


กำลังโหลดความคิดเห็น