'ไทยคม' เดินเกมดาวเทียมรอบใหม่ ลงทุนยาวไทยคม 9-10 ดันรายได้ต่างประเทศ เกาะตลาดอินเดีย ลุยสเปซเทค-LEO คุมโครงสร้างสื่อสาร ย้ำพึ่งพาตนเองคือความมั่นคงประเทศในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน
ในวันที่อำนาจการแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดกันแค่จีดีพีหรือจำนวนโรงงาน แต่ขยับขึ้นไปอยู่บน "ชั้นโครงสร้างเทคโนโลยี" การตัดสินใจลงทุนในอุตสาหกรรมอวกาศจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สำหรับประเทศไทย การเดินเกมรอบใหม่ของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไม่ได้สะท้อนเพียงการรักษาธุรกิจดาวเทียมให้เดินต่อ แต่คือการเลือกยืนตำแหน่งบนแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีข้ามชาติ และคำถามใหญ่เรื่องความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศในระยะยาว
◉ ดาวเทียมแกนหลักรายได้
นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยคม ระบุว่า โครงสร้างรายได้ของบริษัทในปัจจุบันยังคงยึด "ธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร" เป็นแกนหลัก โดยไทยคมให้บริการดาวเทียมรวม 4 ดวง ได้แก่ ไทยคม 7 และไทยคม 8 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัท และไทยคม 4 กับไทยคม 6 ซึ่งเป็นดาวเทียมของภาครัฐที่บริษัทเคยส่งมอบไปก่อนหน้านี้
แม้ไทยคม 4 และไทยคม 6 จะเป็นดาวเทียมของรัฐ แต่เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการ ไทยคมได้เช่าช่วงสัญญาณกลับมาใช้งาน เนื่องจากธุรกิจดาวเทียมไม่สามารถมีช่วงรอยต่อได้ หากเกิดช่องว่าง ลูกค้าจะได้รับผลกระทบโดยตรง และความเชื่อมั่นจะลดลงทันที
นายปฐมภพชี้ว่า การบริหารอายุดาวเทียมเก่าและการเตรียมดาวเทียมใหม่ต้องเดินควบคู่กันตลอดเวลา เพราะลูกค้าไม่สามารถรอได้เหมือนธุรกิจประเภทอื่น ความต่อเนื่องคือหัวใจของโมเดลธุรกิจนี้
◉ ยูโซ่ 3 เดิมพันภาครัฐ
ฝั่งงานภาครัฐ ไทยคมได้ยื่นข้อเสนอโครงการยูโซ่ 3 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา โครงการมีมูลค่ารวมประมาณ 5,500 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี และถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางรายได้ของบริษัทในช่วงถัดไป
โครงการดังกล่าวล่าช้าจากไทม์ไลน์เดิมราว 1 ปี จากที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 67 อย่างไรก็ดี นายปฐมภพมองว่า ความล่าช้านี้สะท้อนกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบเอกสารของผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยไทยคมประเมินว่าจะได้รับงานบางส่วน และหากเกิดขึ้นจริง โครงการนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนยอดขาย รายได้ และกำไรในปี 69
◉ อินเดีย ฐานเติบโตระยะยาว
นายปฐมภพระบุว่า อินเดียเป็นตลาดดาวเทียมที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากจำนวนประชากรราว 1.4 พันล้านคน และภูมิประเทศที่หลากหลาย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายขอบ
ไทยคมดำเนินธุรกิจในอินเดียมากว่า 20 ปี ผ่านบริษัทลูก IPSTAR (India) ในกรุงเดลี ทำให้เข้าใจตลาด กฎระเบียบ และโครงสร้างลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ลูกค้าหลักในช่วงที่ผ่านมาเป็นหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม ที่มีภารกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล
ปี 68 ไทยคมเริ่มขยายสู่ภาคเอกชน หลังจับมือกับ Hughes India ผู้ให้บริการดาวเทียมรายใหญ่ของประเทศ เปิดโอกาสใหม่ทั้งตลาดโมบิลิตี้ บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบิน และการให้บริการเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพารายได้จากภาครัฐเพียงด้านเดียว
◉ เศรษฐกิจอวกาศขยายตัว
นายปฐมภพระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ยราว 9% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงขยายตัว และเป็นทิศทางที่บริษัทเลือกเดินอย่างเหมาะสม
ในมิติยุทธศาสตร์ ภาคทหารทั่วโลกมองอวกาศเป็น "โดเมนที่ 5" ต่อจากบก ทะเล อากาศ และไซเบอร์ ซึ่งหมายความว่าดาวเทียมมีบทบาททั้งเชิงพาณิชย์และเชิงความมั่นคงไปพร้อมกัน
ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศของไทยคมอยู่ในระดับมากกว่า 10% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตลาดอินเดียและประเทศอื่นในภูมิภาค
◉ ไทยคม 9-10 หมุดใหม่ธุรกิจ
หมุดหมายสำคัญของไทยคมคือดาวเทียม "ไทยคม 9"ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก และคาดว่าจะขึ้นสู่วงโคจรพร้อมให้บริการได้ภายในปลายไตรมาส 2 ของปี 69 ดาวเทียมดวงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงรอยต่อหลังสิ้นสุดสัมปทาน และป้องกันการสูญเสียลูกค้าในระยะสั้น
ถัดจากนั้น ในปี 70 ไทยคมเตรียมส่ง "ไทยคม 10" ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยแอร์บัสในฝรั่งเศส บริษัทมีทีมวิศวกรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้ง 2 ดวงถูกออกแบบให้รองรับตลาดหลักอย่างอินเดียและประเทศไทย พร้อมขยายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค
◉ เงินลงทุนยาว วางฐานอนาคต
โครงการดาวเทียมใหม่ทั้งสองดวงอยู่ภายใต้แผนลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว วงเงินรวมประมาณ 14,000 ล้านบาท ครอบคลุมตัวดาวเทียมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ด้านการเงิน ไทยคมปิดดีลไฟแนนซิ่งสำหรับไทยคม 10 ด้วยเงินกู้ระยะยาว 14 ปี จากสถาบันการเงินเพื่อการส่งออกของฝรั่งเศส วงเงินประมาณ 84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 80% ของมูลค่าดาวเทียม โดยมี Deutsche Bank และ Standard Chartered ร่วมสนับสนุน
ขณะที่ ค่าใช้จ่ายด้านการยิงจรวดและโครงสร้างภาคพื้นดิน บริษัทใช้สภาพคล่องของตนเอง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อแผนธุรกิจดาวเทียมของไทยคม
◉ ขายล่วงหน้า บริหารความเสี่ยง
ปัจจุบันไทยคม 10 มีการขายความจุล่วงหน้าแล้วประมาณ 50% และจากโครงการต่อเนื่องสามารถเพิ่มเป็นราว 60% โดยบริษัทตั้งเป้าขยับเป็นประมาณ 75% ก่อนการยิงจริง
หลังดาวเทียมขึ้นใช้งาน คาดว่าจะสามารถเติมความจุได้เต็มภายใน 12 เดือน โดยตลาดหลักยังเป็นอินเดีย ขณะที่ประเทศไทย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์เป็นออปชันเสริม ในระยะยาว เมื่อไทยคม 9 และไทยคม 10 เข้าประจำการครบ สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มเกิน 50%
◉ ทีวีดาวเทียมในยุคเปลี่ยน
นายปฐมภพยอมรับว่า ตลาดทีวีดาวเทียมไม่เติบโตจากการแข่งขันของ 5G และไฟเบอร์ แต่ยังคงมีบทบาทในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตเมือง
ปัจจุบันมีช่องผ่านดาวเทียมเกือบ 400 ช่อง และผู้ชมราวเกือบ 10 ล้านคน ไทยคมจึงไม่ลงทุนเพิ่ม แต่เตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมาย (Targeted Advertising) ซึ่งสามารถส่งโฆษณาที่แตกต่างกันไปยังครัวเรือนต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน เพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเงินโฆษณาและรายได้ให้ระบบ
◉ ข้อมูลอวกาศสร้างมูลค่า
หนึ่งในธุรกิจสเปซเทคที่ไทยคมให้ความสำคัญคือ Geo-Intelligence หรือ GEO-INT การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมด้วย AI ซึ่งใช้เงินลงทุนต่ำแต่สามารถสเกลได้เร็ว ตัวอย่างที่ใช้งานจริงแล้วคือโครงการวิเคราะห์พื้นที่ปลูกข้าว 13 ล้านไร่ จากทั้งหมดราว 50 ล้านไร่ และโครงการอ้อยมากกว่า 1 ล้านไร่ จากฐานราว 10 ล้านไร่
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การประเมินความเสียหาย และการวางนโยบาย โดยบริษัทอยู่ระหว่างผลักดันให้ขยายการใช้งานในระดับประเทศ รวมถึงต่อยอดไปสู่คาร์บอนเครดิตและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
◉ LEO โมเดลรายได้ใหม่
ส่วนดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) นายปฐมภพอธิบายว่า โมเดลรายได้ไม่ได้มาจากการขายบริการเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1.รายได้จากโครงสร้างภาคพื้นดิน เช่น สถานีภาคพื้น การติดตั้ง การดูแลระบบ ค่าไฟ และค่าโอเปอเรชัน
2.รายได้จากการเป็นตัวกลางเชิงพาณิชย์ เนื่องจากผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติที่เข้ามาให้บริการในไทย ต้องดำเนินการผ่านไทยคม
บริการ LEO ยังครอบคลุมการส่งสัญญาณแบบ two-way เช่น SMS, SOS และข้อมูลขนาดเล็ก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม โมเดลรายได้มาจากทั้งการขายอุปกรณ์และค่าบริการรายเดือน ซึ่งถูกใช้งานแล้วในกลุ่มหน่วยงานด้านความมั่นคงและการขนส่ง
◉ โครงสร้างรายได้ เปลี่ยนสมดุล
ภาพระยะยาว นายปฐมภพระบุว่า รายได้ของไทยคมจะยังคงมาจากดาวเทียมเป็นหลักประมาณ 70% ขณะที่ธุรกิจใหม่รวมกันจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 30% ภายใน 4-5 ปี ประกอบด้วย LEO, GEO-INT และโซลูชันด้านความมั่นคง
แม้สัดส่วน 30% จะดูไม่สูง แต่เมื่อฐานรายได้รวมขยายตัว ตัวเลขดังกล่าวจะมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อเทียบกับรายได้ปัจจุบันที่อยู่ราว 2,000-2,500 ล้านบาทต่อปี
◉ คุมโครงสร้าง พึ่งพาตนเอง
ช่วงท้ายของการอธิบายทิศทางธุรกิจ นายปฐมภพย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการเติบโตของรายได้ แต่คือ "การควบคุมโครงสร้าง" โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและข้อมูลจากอวกาศ ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างที่ประเทศต้องสามารถกำกับได้ด้วยตนเอง
จุด Gateway ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดและจุดรวมของข้อมูล ต้องตั้งอยู่ในประเทศไทย และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้หน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคงมีความเชื่อมั่นว่า ข้อมูลสำคัญของประเทศไม่ได้ถูกควบคุมจากภายนอก
ในบริบทนี้ นายปฐมภพยอมรับว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงหันกลับมาทบทวนบทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างจริงจังมากขึ้น แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการใช้ดาวเทียมด้านความมั่นคง แต่ทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ในภาวะปฏิบัติการจริง โครงข่ายภาคพื้นดินอาจไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอดเวลา
"ก่อนจะเกิดสถานการณ์ชายแดน ไทยคมได้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมในพื้นที่ชายแดนบางส่วนอยู่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โครงข่ายมือถือมีข้อจำกัด หรือในช่วงที่มีการปิดสัญญาณมือถือ ซึ่งทำให้การสื่อสารของหน่วยงานรัฐไม่สามารถพึ่งพาโครงข่ายปกติได้อย่างเต็มที่
บทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องของเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นการตอกย้ำแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี หากประเทศต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติทั้งหมด ย่อมเกิดความเสี่ยงเชิงระบบในวันที่บริบททางการเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไป" นายปฐมกล่าว และว่า
"สำหรับไทยคม การลงทุนในดาวเทียม การกำกับโครงสร้างภาคพื้นดิน และการพัฒนาเทคโนโลยีสเปซเทค จึงไม่ใช่เพียงโจทย์เชิงธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่รองรับทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ภารกิจของรัฐ และความสามารถในการตัดสินใจของประเทศในระยะยาว"


