ธิงกิ้งแมชชีนส์ (Thinking Machines) ขึ้นแท่นพันธมิตรผู้ให้บริการระดับภูมิภาครายแรกของ "โอเพ่นเอไอ" (OpenAI) ในเอเชียแปซิฟิก มั่นใจการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคธุรกิจสุดบูมดัน ChatGPT Enterprise พุ่งทะยาน ชี้ ChatGPT เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่แพร่หลายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Google, Yahoo, และ iPhone โดยสถิติภาคธุรกิจพบ ChatGPT Enterprise มีผู้ใช้งานแบบองค์กรที่เสียเงินแล้ว 5 ล้านรายหลังเปิดตัว 1 ปี เพิ่มขึ้นเร็วมากจาก 3 ล้านรายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
สำหรับ Thinking Machines นั้นไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ แต่อยู่ในตลาดวิเคราะห์ข้อมูลมาเกือบ 10 ปี มีสำนักงานในฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และที่สำคัญคือมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 คนในประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธุรกิจในกลุ่มพลังงานและน้ำมันและก๊าซ ปัจจุบันได้อบรมบุคลากรไปแล้วกว่า 10,000 คน และช่วยสร้าง AI Assistant กว่า 3,000 ตัวในหนึ่งปีที่ผ่านมา นำไปสู่การประหยัดเวลาการทำงานได้ถึง 1.5 ชั่วโมงต่อวันสำหรับผู้ใช้งานที่ผ่านเวิร์คช็อปเพียงหนึ่งวัน
การประกาศพันธมิตรครั้งนี้สะท้อนว่า OpenAI มีท่าทีจริงจังในการเข้าสู่ตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดสำนักงานใหม่ในสิงคโปร์และสร้างความร่วมมือมากมาย เพื่อโปรโมทการเข้าถึง ChatGPT Enterprise ที่มาพร้อมกับความปลอดภัยของข้อมูลระดับสูง โดยมีข้อผูกมัดว่าจะไม่นำข้อมูลลูกค้ากลับไปใช้ในการฝึกโมเดล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง
***ดันองค์กร ขับเคลื่อนด้วย AI ทั่วเอเชียแปซิฟิก
สเตฟานี ซี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Thinking Machines กล่าวว่าทั้ง Thinking Machines และ OpenAI กำลังร่วมกันสร้างอนาคตที่ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่มนุษย์และ AI ร่วมมือกันอย่างชาญฉลาด โดยบอกว่า ChatGPT เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่แพร่หลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้ใช้งานที่จ่ายเงินถึง 5 ล้านคนภายในเดือนสิงหาคม 2025 ทั้งหมดสอดคล้องกับสัญญาณที่ชี้ว่า AI กำลังกำหนดรูปแบบการแข่งขันและการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง CEO ทั่วโลกถึง 68% มองว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงธุรกิจในมือ
อย่างไรก็ตาม สเตฟานีชี้ว่าบริษัทจำนวนมากประสบปัญหาในการสร้างมูลค่าจากโครงการ AI ที่ริเริ่มไปแล้ว โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่สร้าง ROI ที่วัดผลได้ และหลายองค์กรติดอยู่ในช่วงการทดลองใช้งานที่ไม่มีที่สิ้นสุด โดยอุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่เป็นการขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจนจากทีมผู้นำ และการนำทักษะความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ในอีกด้าน ความท้าทายหลักที่พบคือการที่บริษัทต่างๆ มอง AI เป็นเพียงแค่การซื้อเทคโนโลยีด้านไอที แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ดังนั้น สเตฟานีจึงวางแผนงานในอนาคตว่าตลอดช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าจะมุ่งเน้นที่การช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ และจัดเวทีเสวนาอุตสาหกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี
และในระยะยาว จะร่วมมือกับภาควิชาการและทีมวิจัยของ OpenAI เพื่อจัดทำเอกสารทางเทคนิคและสิ่งพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเบื้องต้น Thinking Machines ต้องการให้บริษัท AI ระดับโลกให้ความสนใจกับปัญหาและวัฒนธรรมท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง AI ระดับโลก
เป้าหมายทางธุรกิจของ Thinking Machines คือนอกเหนือจาก OpenAI แล้ว Thinking Machines ยังเป็นพันธมิตรกับ Public Cloud รายอื่น เช่น Google, AWS และ Azure รวมถึงเครื่องมืออย่าง Databricks และ Snowflake โดยบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่ Generative AI มากขึ้น คาดหวังว่าการเป็นพันธมิตรกับ OpenAI จะช่วยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจาก OpenAI เป็นผู้นำด้าน Generative AI และ ChatGPT เป็นเครื่องมือที่คนรู้จักอย่างแพร่หลาย
***AI ไทยบูมต่อเนื่อง
นางสาวพร้อมพร ชัยจิรวิวัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Thinking Machines เผยว่าโครงการ AI และการลงทุนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย Thinking Machines ได้ทำงานกับลูกค้าหลากหลาย เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีลูกค้าจำนวนมากในธุรกิจพลังงาน น้ำมันและก๊าซ มีทิศทางเน้นการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน
“ในปีนี้มีโครงการเวิร์คช็อป AI ที่มาแรงมาก เพื่อช่วยให้ทุกคนในองค์กรเรียนรู้ AI ได้รวดเร็วขึ้น มีการจัดเวิร์คช็อปสำหรับหลากหลายกลุ่มธุรกิจและครอบคลุมพนักงานกว่า 5,000 คนในประเทศไทย”
พร้อมพรเผยถึงภาพรวมการแข่งขันของ Generative AI ในภาคธุรกิจ ว่ามีการแข่งขันสูงระหว่างผู้ให้บริการ Generative AI หลายราย ทั้ง OpenAI, Anthropic, Google Gemini และอีกหลายค่ายที่เน้นความฉลาดของโมเดล, ราคาที่เข้าถึงได้, และความง่ายในการใช้งาน โดยล่าสุดมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างมากในด้านการรองรับภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาไทย ซึ่งตอนนี้โมเดลสามารถเขียนและสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก
สำหรับ ChatGPT Enterprise ที่จะเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่นำเสนอ จะมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ โดย OpenAI รับรองว่าจะไม่นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ในการ retrain โมเดล และมีการรับรองด้านความปลอดภัย จุดนี้ราคาของ ChatGPT Enterprise ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน และต้องให้ OpenAI ประเมินราคาต่อไป
สำหรับความท้าทายในการจัดเวิร์คช็อป AI ในไทย พร้อมพรพบว่าผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปมีพื้นฐานที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่พนักงานในสำนักงานไปจนถึงพนักงานหน้าฟาร์มหรือในโรงงาน ซึ่งเป็นความท้าทายในการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ในอีกด้าน ยังมีการใช้ AI ในทางที่ผิด เนื่องจากหลายคนใช้ Generative AI ได้แล้ว แต่ยังมีการคัดลอกคำตอบจาก ChatGPT ไปใช้โดยไม่ตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้อง ซึ่งอาจไม่แม่นยำ 100%
นอกจากนี้คือความปลอดภัยของข้อมูล พบว่าข้อกำหนดและเงื่อนไขการบริการของเครื่องมือ AI หลายอย่างยังไม่เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากข้อมูลที่ส่งให้ AI วิเคราะห์อาจเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและไม่ทราบว่าจะไปที่ใด ChatGPT Enterprise มีคุณสมบัติที่ช่วยดูแลเรื่องนี้
“การใช้ AI ในไทยเทียบกับต่างประเทศ คิดว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวและก้าวหน้าอย่างมากในการนำ AI มาใช้ ความซับซ้อนของโครงการ AI ในไทยไม่แตกต่างจากต่างประเทศมากนัก และไทยสามารถต่อยอดจากเครื่องมือที่มีอยู่ได้ดี”
ปัจจุบัน พร้อมพรยอมรับว่าสัดส่วนโปรเจ็กต์งานของ Thinking Machines ได้เปลี่ยนไปเน้น Generative AI มากกว่า 50% เนื่องจากตลาดมีความสนใจอย่างมากและเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นมีโครงการ AI ในไทยมากกว่า 10 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการตั้งค่าแพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อรองรับการใช้ AI และ Generative AI ในอนาคต.