จับตาการปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อรองรับ AI ในไทย พบศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเดินตามเทรนด์ทั้งการปรับใช้นวัตกรรมในระบบพลังงาน ความยั่งยืน และความมั่นคงทางไซเบอร์ “เวอร์ทิฟ” (Vertiv) เผยศูนย์ข้อมูลในไทยพร้อมลงทุนเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง เร่งปรับตัวสู่การใช้พลังงานความหนาแน่นสูงที่ระดับ 50-100 กิโลวัตต์ต่อแร็ค
นายชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์ ผู้อำนวยการ เวอร์ทิฟ ประเทศไทย เปิดเผยว่าการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 เป็นต้นไป ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยกำลังเร่งปรับตัวสู่การใช้พลังงานความหนาแน่นสูงที่ระดับ 50-100 กิโลวัตต์ต่อแร็ค เพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลและความต้องการจากการใช้งาน AI รวมถึง HPC หรือการประมวลผลสมรรถนะสูง
"ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประมวลผลข้อมูลครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มปริมาณข้อมูลมหาศาล แต่ยังท้าทายขีดความสามารถของเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบเดิม ทำให้โซลูชันใหม่ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลวกลายเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้" นายชาญกิจ กล่าว
ข้อมูลจาก Mordor Intelligence ระบุว่าตลาดระบบระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูลของไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 11.98% จากมูลค่า 26.07 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 สู่ 51.40 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยโซลูชันแบบโมดูลาร์ที่เวอร์ทิฟพัฒนาร่วมกับ NVIDIA ภายใต้โครงการ COOLERCHIPS ใช้เทคโนโลยี Direct-Chip Cooling และ Immersion Cooling ที่สามารถจัดการกับความร้อนในแร็คที่มีความหนาแน่นสูงถึง 25 เท่าของปัจจุบัน และทำงานได้แม้ในอุณหภูมิภายนอกสูงถึง 40°C
เวอร์ทิฟชี้ว่าด้วยการคาดการณ์ว่าการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 3-4% ภายในปี 2030 จากการเติบโตของ AI ประเทศไทยจึงเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยแผนแม่บท Smart Grid Development Master Plan (2558-2579) ตั้งเป้าลงทุนกว่า 5.6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบกริด ไมโครกริด และบูรณาการพลังงานหมุนเวียน
"ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานที่มั่นคงในระยะสั้น แต่การนำเทคโนโลยีสมาร์ทกริดเข้ามาใช้อย่างจริงจังในระยะยาวจะช่วยเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพของระบบพลังงาน รวมถึงรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น" นายชาญกิจกล่าว
เวอร์ทิฟมองว่ากฎระเบียบด้าน AI จะเป็นโอกาสใหม่สำหรับการลงทุนในไทย ผลจากที่รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ชาติด้าน AI (2565-2570) โดยมุ่งเน้นสร้างกรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใสและส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งได้อนุมัติการลงทุนใหม่กว่า 2 พันล้านดอลลาร์
"การกำหนดกฎระเบียบด้าน AI ที่ชัดเจนและส่งเสริมการใช้งานอย่างมีจริยธรรม จะไม่เพียงเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนระดับโลก แต่ยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีในภูมิภาคอาเซียน" นายชาญกิจกล่าว
***5 เทรนด์รับดีมานด์โต
สำหรับแนวโน้มพัฒนาการดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2025 เวอร์ทิฟสรุปว่าการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับ AI ควบคู่ไปกับความยั่งยืนและความปลอดภัยจะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในอนาคต เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของอนาคตได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืนใน 5 ด้าน
ด้านที่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการระบายความร้อนเพื่อรองรับ AI เวอร์ทิฟเชื่อว่าการใช้งาน AI ที่ต้องการพลังการประมวลผลสูงส่งผลให้แร็คข้อมูลต้องการระบบพลังงานและการระบายความร้อนที่ล้ำสมัย เช่น การใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เพื่อรองรับความร้อนที่เกิดขึ้นในระดับแร็คโดยตรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ CPU เป็น GPU เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้ระบบ UPS แบตเตอรี่ และอุปกรณ์กระจายพลังงานต้องสามารถรองรับโหลดที่มีความผันผวนสูง การพัฒนาระบบระบายความร้อนแบบไฮบริด เช่น การรวมของเหลวกับอากาศหรือสารทำความเย็น เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่คาดว่าจะพัฒนาต่อเนื่องในปี 2025
ด้านที่ 2.การจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ข้อมูลชี้ว่าจากปริมาณการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 1-2% ของการใช้พลังงานทั่วโลก อาจเพิ่มขึ้นถึง 3-4% ภายในปี 2030 ด้วยการเติบโตของ AI สิ่งนี้สร้างความท้าทายให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ
แนวโน้มในปี 2025 จะเห็นการนำระบบพลังงานทางเลือกและไมโครกริดมาใช้เพิ่มขึ้น เช่น การใช้เซลล์เชื้อเพลิงหรือแบตเตอรี่เคมีทางเลือก พร้อมทั้งการพัฒนาตัวเลือกพลังงานใหม่ เช่น เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบแยกส่วน (Small Modular Reactors) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในช่วงปลายทศวรรษนี้
ด้านที่ 3.ความร่วมมือในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนา AI Factories พบว่าแร็คข้อมูลที่มีความหนาแน่นสูงถึง 500-1,000 กิโลวัตต์ กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม การพัฒนาร่วมกันระหว่างผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความเย็น รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้า จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเติบโตของ AI ได้อย่างยั่งยืน
ด้านที่ 4.AI กับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เวอร์ทิฟอธิบายว่า AI ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงศูนย์ข้อมูล แต่ยังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยเช่นกัน อาชญากรไซเบอร์ใช้ AI เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของการโจมตี เช่น การแฮกอุปกรณ์ควบคุมหรือระบบที่เชื่อมต่อในศูนย์ข้อมูล ซึ่งการป้องกันภัยคุกคามนี้ต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใช้ AI และการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่ครอบคลุมถึงอุปกรณ์ทุกชนิดในโครงสร้างพื้นฐาน
และด้านที่ 5.การควบคุม AI และการใช้พลังงานโดยภาครัฐ เชื่อว่าปี 2025 จะเห็นการพัฒนาแนวทางกำกับดูแล AI ในระดับประเทศและภูมิภาคมากขึ้น เช่น กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรปและโครงการ AI ของจีน โดยมุ่งเน้นการควบคุมการใช้งาน AI และการจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล
ในส่วนประเทศไทย เวอร์ทิฟเชื่อว่าอนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ไทย คือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม สู่ยุคใหม่ของนวัตกรรมและความยั่งยืน เนื่องจากความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ เวอร์ทิฟคาดว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลในภูมิภาคอาเซียน ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความต้องการพลังงานอย่างยั่งยืน


