อินสตาแกรม กลับตัว หลังทดลองปรับหน้าแสดงผลจนมีความคล้ายกับ TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเกิดประเด็นทวงคืนอินสตาแกรม (Make Instagram Instagram agian) ที่บรรดาผู้ใช้งานเรียกร้องให้ปรับการแสดงผลกลับมาเป็นลักษณะเดิมกับที่ผู้คนชื่นชอบใช้งาน ก่อนให้เหตุผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงผลบนหน้าฟีดที่มีการนำเสนอโพสต์แนะนำรกเต็มไทม์ไลน์
Adam Mosseri ซีอีโอ Instagram ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศหลายแห่ง ระบุถึงแนวทางการปรับปรุงการแสดงผลอินสตาแกรมว่าจะใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยกเลิกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเห็นเทรนด์ในการใช้งานโซเชียลมีเดียของผู้บริโภคนิยมรับชมวิดีโอมากขึ้น ทำให้เกิดความคิดในการปรับรูปแบบการแสดงผลเน้นวิดีโอ และรูปภาพแบบเต็มหน้าจอ
หลังจากที่เริ่มมีผู้ใช้งานบางส่วนได้อัปเดตเข้าถึงการแสดงผลในรูปแบบใหม่นี้ และเชื่อมโยงไปว่าเป็นการแสดงผลที่ใกล้เคียงกับ TikTok จนทำให้ทั้ง Kylie Jenner และ Kim Kardashian ออกมาเรียกร้องผ่านแคมเปญทวงคืนอินสตาแกรม Make Instagram Instagram agian และได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้บริโภคจำนวนมากที่อยากให้อินสตาแกรมกลับมาโฟกัสที่รูปภาพของผู้ติดตามเหมือนเดิม
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงทดสอบการแสดงผลแบบใหม่คือทางอินสตาแกรม พบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ชื่นชอบ พร้อมส่งผลให้ผู้ใช้เริ่มโพสต์รูป และวิดีโอน้อยลง และมีโอกาสที่จะลดการใช้งานลงในอนาคต จึงได้ตัดสินใจเลื่อนการอัปเดตหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่ออกไปก่อน พร้อมกับคิดกันใหม่ว่าจุดที่อินสตาแกรมจะเป็นในอนาคตจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด
ขณะเดียวกัน ในประเด็นเรื่องของการนำเสนอรูปภาพหรือวิดีโอที่เกี่ยวเนื่องกับความสนใจ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทางซีอีโอ อินสตาแกรม ยอมรับว่า จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปในอัตราการแสดงผลโพสต์ที่เกี่ยวข้องน้อยลง เพราะต้องการปรับปรุงให้อัลกอริธึมในการคัดเลือกโพสต์มาแสดงผลที่ผู้ใช้งานสนใจมากขึ้น
“ความตั้งใจของอินสตาแกรมในการนำเสนอโพสต์แนะนำ คือ การคัดเลือกคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่ผู้คนให้ความสนใจจากบัญชีที่ติดตาม ควรที่จะเป็นโพสต์ที่มีคุณค่า และผู้ใช้จะยินดีที่ได้เห็นเนื้อหาเหล่านั้น แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราตัดสินใจลดปริมาณเนื้อหาที่นำเสนอให้น้อยลงจนกว่าจะพัฒนาให้ระบบดีขึ้นกว่านี้ ซึ่งจะทำให้อินสตาแกรมเติบโตอีกครั้งในอนาคต”
แม้ว่าก่อนหน้านี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ เมตา (Meta) จะออกมาให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันคอนเทนต์อื่นที่ถูกนำเสนอบนหน้าฟีด Facebook จะมีราว 15% และมีโอกาสที่จะเพิ่มไปเป็น 30% ภายในปี 2030 ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับอินสตาแกรมด้วยเช่นเดียวกัน