คำตอบหลากหลายประเด็นกับคำถามที่เกิดขึ้นกับทรูมูฟ เอช หลังจากที่ไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 / 1800 MHz ครั้งล่าสุด รวมถึงการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมือถือต่อจากนี้ จะมีทิศทางอย่างไร และทรูมูฟ เอช มีข้อได้เปรียบคู่แข่งในจุดไหนบ้าง
ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา "สุภกิจ วรรธนะดิษฐ์" คือหนึ่งในผู้บริหารที่เข้ามาทำงานตั้งแต่เทเลคอมเอเชีย (TA) จนรีแบรนด์มาเป็นทรู (True) ดังนั้นจึงมีความผูกพันต่อแบรนด์ทั้งทรูและทรูมูฟ เอช ที่ได้เฝ้ามองตั้งแต่แรกเริ่ม เข้ามาทีหลังเป็นน้องเล็กสุด ผ่านช่วงเวลาวิกฤต ผ่านช่วงหมดสัญญาสัมปทาน จนปัจจุบันขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดโทรคมนาคม ด้วยการมีฐานลูกค้ากว่า 28.1 ล้านราย
สุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวงการโทรศัพท์มือถือในเวลานี้ ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในแง่ของการถือครองคลื่นความถี่ ที่กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของโอเปอเรเตอร์ในการให้บริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้า
หากพิจารณาถึงเรื่องของช่วงคลื่นความถี่ ที่ปัจจุบันผู้ให้บริการรายอื่นๆจะมีคลื่นให้บริการอยู่ 3 ช่วงคลื่นอย่างเอไอเอส มีคลื่นความถี่ 900 ,1800 และ 2100 MHzในขณะที่ดีแทค มีคลื่น 1800 ,2100 และ 2300 MHz
ในขณะที่ทรูมูฟ เอช กลายเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มี 4 ช่วงคลื่นความถี่คือ 850 ,900 ,1800 และ 2100 MHz ที่แม้ว่าสัญญาการให้บริการมือถือรูปแบบใหม่บนคลื่นความถี่ 850 MHzที่ร่วมกับทาง บริษัท กสท โทรคมนาคมจะหมดลงในช่วงปี 2568 ก็ตาม
"การที่ทรูมูฟ เอช มีทั้ง 4 ย่านความถี่ ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่วางขายในประเทศไทย ทั้งการให้บริการ 2G ,3G และ 4G"
ประเด็นถัดมาคือเรื่องของความได้เปรียบของการถือครองคลื่นความถี่ต่ำมากที่สุด โดยทรูมูฟ เอชมีคลื่นความถี่ต่ำจำนวน 50 MHz (ความถี่ 850 MHz จำนวน 15 x 2 MHz, ความถี่ 900 MHz จำนวน10 x 2 MHz) ในขณะที่เอไอเอส มีคลื่นความถี่ต่ำจำนวน 20 MHz (ความถี่ 900 จำนวน10 x 2 MHz) ส่วนดีแทคหลังจากที่หมดสัญญาสัมปทานกับทาง บริษัท กสท โทรคมนาคม ในวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ ก็จะไม่มีคลื่นความถี่ต่ำในมือ
"ทุกคนทราบดีว่าคลื่นความถี่ที่มีความสำคัญ และมีค่ามากที่สุดในการนำมาให้บริการ คือคลื่นความถี่ต่ำ ทั้งในแง่ความครอบคลุมของสัญญาณ ที่ช่วยให้มีพื้นที่ให้บริการได้ครอบคลุมมากที่สุด โดยถ้าต้องการใช้คลื่นความถี่สูงมาแทนที่ ต้องมีการติดตั้งสถานีฐานเพิ่มขึ้นอีก 3-4 เท่า"
ต่อมาคือในมุมของประสบการณ์ของผู้ใช้ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่มากที่สุดไม่ได้เป็นผู้ที่ได้เปรียบในตลาดนี้ แต่จะต้องเทียบสัดส่วนจำนวนแบนด์วิธ (จำนวนคลื่นความถี่) กับจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ด้วย ซึ่งก็จะกลายเป็นว่าผู้ที่มีจำนวนแบนด์วิธที่ให้บริการแก่ลูกค้าต่อรายมากกว่า จะได้เปรียบมากกว่า และสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ดีมากกว่า
"หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ทรูมูฟ เอช ไม่เข้าร่วมประมูลครั้งที่ผ่านมา คือจากจำนวนคลื่นที่ทรูมูฟ เอช มีอยู่จำนวน 110 MHz ถือว่ามีแบนด์วิธเพียงพอที่จะรับฐานลูกค้าได้อีกเท่าตัว และปัจจุบันก็เป็นผู้บริการที่มีจำนวนแบนด์วิธให้บริการแก่ลูกค้าต่อรายมากที่สุดด้วย"
จะเห็นว่าสิ่งที่ สุภกิจ เน้นย้ำตลอดช่วงเวลาสัมภาษณ์คือเรื่องของการที่ทรูมูฟ เอช เป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีคลื่นความถี่หลากหลายมากถึง 4 คลื่นและมีคลื่นความถี่ที่ครอบคลุมได้ดีที่สุด (คลื่นความถี่ต่ำ) มากที่สุดในท้องตลาด
ขณะเดียวกันเมื่อเทียบจำนวนแบนด์วิธต่อปริมาณลูกค้าทรูมูฟ เอช ถือว่ามีสัดส่วนนี้มากกว่า พร้อมหยิบยกรางวัลที่เปรียบได้กับการแข่งขันกีฬาแล้วได้เหรียญทองกีฬาแห่งชาติ และเหรียญทองเอเชียนเกมส์ อย่างการที่ได้รับรางวัลจากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ในการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยอดเยี่ยมประจำปีของทั้งประเทศไทย และเอเชียแปซิฟิก 2 ปีติดต่อกัน
กับประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของการพิสูจน์คุณภาพของการใช้งาน ในแง่ของประสบการณ์ผู้ใช้ ด้วยการได้รับรางวัลจาก nPerf ที่เป็นผู้ให้บริการทดสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ได้วัดเพียงแค่ความเร็วในการเชื่อมต่อ แต่มีการวัดถึงการสตรีมมิ่ง ความเสถียรของเครือข่าย ที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า
***คลื่นแค่ 5-20 MHz ไม่พอแล้ว แต่มองไปถึง 100 MHz ในอนาคต
สำหรับกลุ่มทรู มองถึงการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคตอันใกล้ว่า จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้บริการโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมไปแข่งขันกันบนโลกยุค IoT และ 5G ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้แน่นอนถ้าหน่วยงานกำกับดูแลมีการนำคลื่นความถี่ออกมาประมูลเพื่อให้บริการ
"ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องหันมาดูแล้วว่าการประมูลคลื่นความถี่ในประเทศไทยมีระดับราคาที่สูงเกินไปหรือไม่ เพราะถ้ายังคงระดับราคาเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นรอบที่ผ่านมานี้ ก็จะเป็นสิ่งที่มาขัดขวางการพัฒนาประเทศให้มุ่งไปสู่ 5G ได้ยากมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่กำกับดูแลควรจะหันมามองในจุดนี้มากขึ้น"
ที่สำคัญคือการให้บริการ 5G ที่จะเกิดขึ้น ผู้ให้บริการไม่ได้มองความต้องการของแบนด์วิธอยู่ที่หลัก 10-20 MHz แต่ต้องการคลื่นความถี่ที่มีแบนด์วิธมากกว่า 100 MHz มาให้บริการ ซึ่งถ้าระดับราคาต่อช่วงคลื่นความถี่ยังถูกจำกัดด้วยราคาประมูลเหมือนครั้งที่ผ่านๆมา ก็จะเกิดการลงทุนได้ยาก
โดยคลื่นที่เห็นว่ามีแผนที่จะนำมาเปิดประมูลในอนาคต ก็จะมีอย่างคลื่น 3.5 GHz ที่จะหมดอายุลงในปี 2020 หรืออย่างคลื่น 2.6 GHz ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอยู่ราว 150 MHz ที่จะกลายเป็นคลื่นที่นำมาประมูลเพื่อใช้งาน 5G
ก่อนที่จะขยับไปเป็นคลื่นความถี่สูงระดับ 28 / 35 GHz ที่แน่นอนว่าโอเปอเรเตอร์ต้องมีการลงทุนอีกสูงมาก เพราะอย่างที่รู้กันว่าเมื่อคลื่นความถี่สูง ระยะในการติดตั้งสถานีฐาน หรือจุดให้บริการให้ครอบคลุมก็ต้องมีการติดตั้งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
คนึงเดช ไตรรัตนอุปถัมภ์ ผู้อำนวยการ ด้านเทคนิค-คุณภาพโครงข่าย ทรู ให้ข้อมูลเสริมว่า พื้นฐานของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในยุค 5G จะประกอบไปด้วย 3 เรื่องหลักๆ คือเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับ 1 Gbps ถัดมาคือเรื่องของความเร็วในการเข้าถึง (Latency) จากปัจจุบันในยุค 4G จะอยู่ที่ราว 30-40ms ก็จะลดลงมาเหลือไม่เกิน 3msตามด้วยเรื่องของการรองรับดีไวซ์ปริมาณมหาศาล ที่จะเชื่อมต่อเข้ามาในระบบไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT ต่างๆ รถยนต์อัจฉริยะ เครื่องจักร หุ่นยนต์ ที่จากเดิมในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร อาจจะรองรับการเชื่อมต่อหลักพันดีไวซ์ ก็จะต้องเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับแสนดีไวซ์
***ถือครองคลื่นความถี่ต่ำช่วย IoT ครอบคลุมที่สุด
ในส่วนของเทคโนโลยี IoT ตอนนี้ กลุ่มทรู ถือว่าเป็นโอเปอเรเตอร์ที่เริ่มให้บริการได้ง่ายที่สุด จากการที่ติดตั้งโครงข่าย NB-IoT ให้บริการบนคลื่นความถี่ 900 MHz ที่เป็นคลื่นความถี่ต่ำ ทำให้ครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศได้
ในขณะที่โอเปอเรเตอร์บางรายมีแต่คลื่นความถี่สูง ก็จะเสียโอกาสในการให้บริการ IoT แบบครอบคลุมทั่วประเทศไป เพราะสุดท้ายแล้วการมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงก็จะช่วยให้โอเปอเรเตอร์สามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้
***ทรูมูฟเอชเติบโตกว่าตลาดต่อเนื่อง 25 ไตรมาส
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือเรื่องการเติบโตของกลุ่มทรู ที่ปัจจุบันกลายเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีมาร์เก็ตแชร์ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 5 ไตรมาสต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นมีจำนวนลูกค้าลดลง ส่วนในแง่ของรายได้ก็มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องมา 25 ไตรมาส หรือก็คือในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
ส่วนการแข่งขันในช่วงเวลานี้ กลุ่มทรูยังคงยึดมั่นในแง่ของการนำบริการคอนเวอร์เจนซ์ มาให้บริการแก่ลูกค้า ด้วยการนำบริการต่างๆที่มีไม่ว่าจะเป็นทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และทรูวิชันส์ มาให้บริการแก่ลูกค้า
ที่สำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า มีส่วนลดเพิ่มเติม มีการทำระบบบิลลิ่งที่ง่าย ไม่ใช่ทำให้การใช้ชีวิตของลูกค้ายากขึ้น นอกจากนี้ ก็จะเป็นในเรื่องของบริการหลังการขาย ที่อย่างในตลาดบรอดแบนด์ต้องเข้าไปให้บริการถึงบ้านลูกค้า บุคลากรจึงต้องมีความสามารถที่หลากหลาย และให้บริการได้แบบครบวงจร ซึ่งจะเป็นจุดที่แข่งขันกันต่อจากนี้ไป


