xs
sm
md
lg

ส่องวิชั่น UIH ความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระดับอาเซียน (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลังจากที่ 'สันติ เมธาวิกุล' ขึ้นรับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายและดิจิทัลโซลูชั่น (Digital Infrastructure and Solution Provider)

ผู้บริหาร UIH คนนี้ไม่รอช้าที่จะเร่งทำให้ 1 ใน 4 ของกลยุทธ์สำคัญของวิชั่นดังกล่าว คือ ยกระดับโครงข่ายพื้นฐานเป็น Terabit เริ่มขึ้น ด้วยการลงทุน 400 ล้านบาท ในการอัปเกรดโครงข่ายสื่อสาร Backbone (โครงข่ายหลัก) เพื่อให้สามารถรับ ส่ง ข้อมูลด้วยแบนด์วิธระดับเทราบิตต่อวินาที (Terabit per second) พร้อมเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระดับอาเซียน

*** แนวโน้มแบนด์วิธเติบโต

'สันติ' เล่าว่า จากรายงานข้อมูลของ Telegeography คาดการณ์ปริมาณแบนด์วิธระหว่างประเทศปี 2016- 2023 ในเอเชียเติบโตเฉลี่ยปีละ 47% หรือมีปริมาณแบนด์วิธประมาณ 1,128 Tbps ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 33% หรือมีปริมาณแบนด์วิธประมาณ 22.72 Tbps โดยกลุ่มผู้ใช้บริการที่ใช้งานแบนด์วิธและมีอัตราเติบโตสูงในเอเชีย คือ กลุ่มผู้ให้บริการคอนเทนต์ เช่น กูเกิล เฟสบุ๊ก ไมโครซอฟท์ กลุ่มสถาบันวิจัย-การศึกษา และ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

การลงทุน 400 ล้านบาทดังกล่าว ทำให้สามารถรองรับได้ถึง 8 Tbps เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างชายแดนไทยทั่วประเทศกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งได้เพิ่มสายไฟเบอร์ออฟติกหลักเส้นที่ 3 ตามแนวทางรถไฟ ระยะทาง 2,500 กิโลเมตร เพื่อสร้างความเสถียรของโครงข่ายและเตรียมรับมือกับปริมาณการใช้แบนด์วิธระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

โดยโครงข่ายไฟเบอร์ระดับเทราบิตของ UIH พัฒนาบนเทคโนโลยี DWDM (Dense Wavelength Division Multiplexing) ที่ทันสมัยที่สุด และมีระบบ Automatically Switched Optical Network หรือ ASON ซึ่งมีคุณสมบัติในการบริหารจัดการเส้นทางไฟเบอร์ โดยระบบจะเลือกเส้นทางไฟเบอร์บนโครงข่ายที่ดีที่สุดเพื่อรับ-ส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รองรับบริการโซลูชั่นการสื่อสารข้อมูลธุรกิจทั้งภายในและระหว่างประเทศ สำหรับลูกค้าองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วิดีโอคอนฟอเรนซ์, วิดีโอสตรีมมิ่ง, ดาวโหลดอัปโหลดข้อมูลความละเอียดสูง Ultra High Definition หรือ 4K, ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI), การวิเคราะห์บิ๊กดาต้า (Big Data), อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือ IoT)

นอกจากนี้ UIH ได้วางจุดเชื่อมโครงข่ายไปต่างประเทศ 7 แห่ง บริเวณจังหวัดติดชายแดนในประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศในAEC (Asean Economics Community) ประกอบด้วย จุดที่จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อมาเลเซีย จุดที่สระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา จุดที่มุกดาหารและหนองคาย เชื่อมกับลาว จุดที่เชียงราย ตาก เชื่อมกับเมียนมาร์ และมีจุดเชื่อมต่อ (Point of Presence: PoP) ในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายออกสู่ทั่วโลก

สำหรับภาคใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการวางโครงข่ายUIH โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสงขลาและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการสื่อสารในภาคใต้ โดยUIH มีจุดวางโครงข่ายที่หาดใหญ่เชื่อมต่อไปยังเมืองปาดังเบซาร์ และสะเดา(จังโหลน) บริเวณติดชายแดนไทย มาเลเซีย และร่วมมือกับพันธมิตรโทรคมนาคมในมาเลเซียเชื่อมโครงข่ายตรงไปยังสิงคโปร์ และโครงข่ายทั่วโลก

***พร้อมให้บริการเมียนมาร์หลังสงกรานต์

ปัจจุบัน บริษัท ได้เชื่อมต่อโครงข่ายกับ บริษัท เมียนมาร์ อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ ลิมิเต็ด (MIH) บริษัทลูกของUIH ที่ 'สันติ'นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทอยู่เหมือนกัน เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ระดับพรีเมียมในเมียนมาร์ หลังจากที่ได้ลงนามเซ็นสัญญากับ Muang Muang Latt, Chairman of the Board, YESC การไฟฟ้าย่างกุ้ง (YESC) ซึ่ง MIH ได้รับสิทธิ์พาดสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) บนเสาไฟฟ้าทั่วเมืองย่างกุ้ง

MIH จะดำเนินการติดตั้งสายเคเบิลใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้บริการระบบสื่อสารความเร็วสูงและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเมียนมาร์ ด้วยคาปาซิตี้ 100 กิกะบิต พร้อมเปิดให้บริการหลังสงกรานต์นี้ ใน 21 เมืองสำคัญในนครย่างกุ้ง กับลูกค้าองค์กรในเมียนมาร์และลูกค้าองค์กรไทยที่ต้องการขยายสาขาในเมียนมาร์

ปัจจุบันสถานทูตประเทศไทยในย่างกุ้งเป็นลูกค้าของ MIH แล้ว และ MIH ถือเป็นบริษัทไทยรายเดียวในย่างกุ้ง และมั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งที่เป็นท้องถิ่นได้อย่างแน่นอนเพราะคนเมียนมาร์ไว้ใจคุณภาพบริษัทของคนไทยมากกว่า

*** ให้บริการด้านไอซีทีครบวงจร

'สันติ' กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่หน่วยงานและองค์กรต่างๆเริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้พร้อมแข่งขันกับนานาประเทศ เพื่อตอบรับกระแสการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นนี้ UIH จึงได้สร้างทีม Managed Service สำหรับให้บริการโซลูชันทางด้าน ICT แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น IT Infrastructure, ซอฟต์แวร์ และระบบคลาวด์ โดยร่วมกับลูกค้า พัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของ AEC

UIH ต้องเร่งสร้างอีก 3 กลยุทธ์ที่สำคัญในการก้าวสู่การเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider ที่พร้อมให้บริการทั้งโครงข่ายพื้นฐาน,ดาต้าเซ็นเตอร์, ระบบคลาวด์ และโซลูชันทางด้าน ICT ครอบคลุมทั้งในไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย

เริ่มจากประการแรก การขยายความร่วมมือกับกลุ่ม Mega-cloud โดย UIH จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ Mega-cloud Provider ได้แก่ Amazon Web Services, Microsoft Azure, Microsoft Office 365 และ Google Cloud เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Cloud Direct สำหรับเชื่อมต่อโครงข่ายของ UIH เข้าด้วยกันกับผู้ให้บริการเหล่านั้นโดยตรง เพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องดีเลย์และความเสถียรของการใช้อินเทอร์เน็ตเข้าสู่ระบบคลาวด์ โดย UIH ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรทางด้าน Cloud Direct อย่างเป็นทางการจากทาง AWS และ Microsoft ได้แก่ Authorized AWS Direct Connect Partner และ Authorized Microsoft Azure ExpressRoute & CSP Partner

ประการที่สอง การเชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไทย ด้วย Data Center Ring โดยUIH เตรียมเปิด ดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งใหม่ที่อาคารเบญจจินดา โดยรองรับตู้ Rack สูงสุดถึง 300 Racks สำหรับให้บริการ Co-location และ Private Cloud ที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการทำ Data Center Ring เพื่อเชื่อม ดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น TCCT, Supernap, NTT, INET และอื่นๆ รวม 20 แห่งเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายไฟเบอร์ออปติกของ UIH เพิ่มอิสระในการเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ตรงกับความต้องการของตน ทั้งทางด้านสถานที่ ระดับ Tier และความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการ

และประการที่สาม การให้บริการโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อรับกระแส Digital Transformation ในปีที่ผ่านมา UIH เริ่มให้บริการ Managed Service ซึ่งครอบคลุมโซลูชัน IT ทั้งทางด้านโครงข่าย ความมั่นคงปลอดภัย ระบบคลาวด์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งในปีนี้ UIH เตรียมให้บริการโซลูชันใหม่ที่ตอบรับความต้องการด้านระบบ คลาวด์ เช่น Software as a Servce (SaaS) และการลงทุนแบบ OpEx มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Document Management, Network Monitoring Management, Wi-Fi Analytics หรือ Map as a Service โดยพร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง เฝ้าระวัง และดูแลรักษาตลอดเวลาแบบ 7/24

'ที่ผ่านมาเราให้บริการแต่บรอดแบนด์มากว่า 20 ปี คนจะนึกถึงเราแค่ผู้ให้บริการเชื่อมต่อ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราจึงต้องปรับตัว ไปให้บริการที่เป็นโซลูชั่นมากขึ้น เราพร้อมให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล เรามีบริการ Document Management เพื่อรองรับกฎระเบียบของกรมสรรพากรในการทำอี-อินวอย นอกจากนี้ในอนาคตอีก 18 เดือนข้างหน้า เราจะให้บริการในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ซึ่งบุคลากรของเราที่ส่วนใหญ่เป็นวิศวร กว่า 600 คน ต้องปรับตัวและมีความรู้ความเข้าใจในการให้บริการด้านโซลูชั่นด้วย'

ส่วนรายได้ของบริษัทนั้น 'สันติ' กล่าวว่า UIHยังคงรักษาระดับรายได้ไว้ที่ปีละ 3,000 ล้านบาท เติบโตปีละ 10-20% กับฐานลูกค้าองค์กรกว่า 3,000 รายที่มีอยู่ทั้งที่เป็นลูกค้าองค์กรและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) รายย่อยที่ซื้อความจุไปขายต่อ ซึ่งอนาคตรายได้จากการให้บริการเชื่อมต่อจะเหลือสัดส่วน 75% จากเดิมที่มี 80-90 % และรายได้จากการให้บริการโซลูชั่นจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

'การลงทุนอัปเกรดโครงข่ายหลักที่สามารถรองรับได้ถึง 8 Tbps จะช่วยให้ UIH มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระดับอาเซียนได้ไม่ยาก'
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...