xs
xsm
sm
md
lg

สหภาพฯ กสท-ทีโอที ย้ำพนักงาน 2 บริษัทลูกไม่ใช่พนักงานรัฐวิสาหกิจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สหภาพฯ กสท-ทีโอที จับมือ สรส. เดินหน้าคัดค้านตั้งบริษัทลูกต่อเนื่อง ย้ำอย่าไปอยู่ 2 บริษัทใหม่ เพราะจะทำให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจทันที ยันเดินหน้าทุกรูปแบบโดยจะส่งหนังสือแถลงการณ์คัดค้านพร้อมแนวคิดรวมบอร์ดเป็นชุดเดียว ฉบับล่าสุดต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 25 ส.ค. นี้อีกครั้ง

นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 สหภาพฯ กสท และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำโดยนายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพฯ ทีโอที ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่อง ขอให้ยุติการแยกทรัพย์สิน จัดตั้งบริษัทลูก แต่ขอให้มีบอร์ดกำกับดูแลชุดเดียวกัน โดยมีตัวแทนจากสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้แก่ นายประกอบ ปริมล เลขาธิการ สรส. และประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงนายคมสัน ทองศิริ อดีตเลขาธิการ สรส. และเคยเป็นรองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงเคยเข้าร่วมชุมนุมกับพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพนักงานทั้ง 2 บริษัทร่วมคัดค้านอีกกว่า 500 คน ขณะที่ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้บริหารทีโอทียังคงเดินหน้าประชุมเพื่อตั้งบริษัท NBN เสมือนขึ้นมาก่อนการเกิดบริษัทจริงอีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สหภาพฯ ทั้ง 2 แห่ง รวมถึง สรส. ได้เดินหน้าคัดค้านอย่างเต็มที่ และขอให้พนักงานทั้ง 2 องค์กร ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (NBN Co.) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (NGDC Co.) สหภาพฯ ของทั้ง 2 องค์กรเป็นองค์กรนิติบุคคลของพนักงานที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 40(4) ดำเนินการ และการให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหลังจากนี้ในวันที่ 25 ส.ค. จะเดินหน้าไปยื่นหนังสือดังกล่าวต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้งหนึ่งที่ศูนย์ดำรงธรรม

การออกแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้สหภาพทั้ง 2 องค์กรขอให้พิจารณาแนวทางเลือก คือ การจัดตั้งคณะกรรมการทีโอที และคณะกรรมการ กสท โทรคมนาคม เป็นคณะกรรมการบริษัทชุดเดียวกัน กำหนดนโยบายในการบริหารใช้ทรัพยากร และสินทรัพย์ร่วมกัน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีขนาดโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เป็นพันธมิตรกันโดยไม่แข่งขันกันเอง ร่วมมือกันทำธุรกิจ ลดต้นทุนบริการ ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการลงทุนซ้ำซ้อน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ถ่วงดุลในราคาที่เป็นธรรม ประชาชนได้ประโยชน์จากบริการที่เข้าถึง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความปลอดภัย ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ที่มีโครงข่ายของหน่วยงานรัฐเป็นผู้ให้บริการ ทำให้ประเทศชาติเกิดความมั่นคง

การแยกทรัพย์สินที่เป็นโครงข่ายหลัก ออกจากบริษัทแม่เดิมไปยัง NBN และ NGDC ไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันจะทำให้ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงข่ายเอง ขาดโอกาสการสร้างรายได้จากธุรกิจ ขาดความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งเอกชนรายใหญ่ที่มีโครงข่ายพื้นฐานเป็นของตัวเองและให้บริการครบวงจร สำหรับการให้บริการประเภทคอนเวอร์เจนท์ และไอซีที โซลูชั่น

นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาได้วิเคราะห์แผนการดำเนินการของบริษัทใหม่ทั้ง NBN และ NGDC แล้ว พบว่ามีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปี ไม่มีความชัดเจนของที่มารายได้ อีกทั้ง มติ ครม. ส่งผลให้มีการเพิ่มจำนวนหน่วยงานมากขึ้นเป็น 4 องค์กร ไม่สามารถประสานการลงทุน หรือวางแผนที่สอดคล้องกัน วิธีการถ่ายโอนทรัพย์สินไปไว้ที่บริษัทลูกทั้งสองไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการแข่งขันกันเอง ปัญหากฎระเบียบขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยาก และใช้เวลาดำเนินงานนานขึ้น ปัญหาการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง ปัญหาที่มีหน่วยงานรัฐกำกับดูแลหลายหน่วยงาน และยังไม่มีการสะสางปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชนที่มีมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท

ด้านนายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงาน ทีโอที กล่าวว่า เพื่อเป็นการยืนหยัดในเจตนารมณ์ขององค์กร จึงอยากขอรณรงค์ให้เพื่อนพนักงานทีโอที ไม่ไปสมัครงานใน 2 บริษัทลูกดังกล่าว ส่วนเรื่องการทำ NBN เสมือนก่อนการตั้งบริษัทนั้น ก็ไม่เห็นด้วย เพราะยิ่งทำให้มีการทำงานเดิมล่าช้าไปอีก ขณะที่ผู้บริหารทีโอที ก็เร่งเปิดรับสมัครพนักงานในบริษัทลูกให้เสร็จภายในต้นเดือน ก.ย. นี้ เพื่อจะให้สามารถเซ็นสัญญาจ้างพนักงานในระหว่างวันที่ 26-27 ก.ย. เพื่อให้ออกจากทีโอที ในเดือน ต.ค. จึงต้องการย้ำพนักงานว่าไม่ควรไปทำงานกับบริษัทใหม่ เพราะการจูงใจด้านสวัสดิการนั้น ไม่ได้ดีไปกว่าอยู่ที่ทีโอทีเดิมเลย โดยขอยืนยันว่าจะทำทุกทางเพื่อดำเนินการคัดค้านให้ถึงที่สุด รวมถึงจะดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่างเพื่อคัดค้านการตั้งบริษัทลูก

ขณะที่นายคมสัน ทองศิริ อดีตเลขาธิการ สรส. กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลที่มาโดยวิธีพิเศษชุดนี้อย่างมาก เพราะหากรัฐบาลทำกับ กสท และทีโอที ได้ รับรองได้ว่า รัฐวิสาหกิจอื่นก็ต้องถูกกระทำตามมาแน่นอน สอดคล้องกับความเห็นของนายประกอบ ปริมล เลขาธิการ สรส. และประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้พนักงานต่อสู้ถึงที่สุด เพราะผลจากการตั้งบริษัทลูกของการไฟฟ้าฯ ไม่ว่าจะเป็นที่ขนอม หรือราชบุรี ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สุดท้ายคนที่ไปอยู่ก็ไม่รอด และตกงานในที่สุด จึงขอให้พนักงานจงยืนหยัดต่อสู้ และไม่ต้องย้ายไปอยู่บริษัทลูก

“สิ่งที่ผู้บริหารบอกว่า การย้ายไปอยู่บริษัทลูก จะมีการนับอายุงานต่อนั้น คือ คำโกหก คำโต เพราะหากพนักงานย้ายไปเมื่อไหร่ เมื่อนั้น ก็จะหมดสภาพการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจทันที” นายสังวรณ์ กล่าวสรุป