xs
xsm
sm
md
lg

สตง.สั่งเบรกโครงการจัดซื้อฉาว “ไปรษณีย์ไทย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พลเอก สาธิต พิธรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
สตง.ส่งหนังสือแจ้งบอร์ด ปณท ระงับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มูลค่ากว่า 360 ล้านบาท พร้อมระบุให้บอร์ดพิจารณาใหม่ คนวงในเผยยังมีหลายโครงการน่าสงสัย ควรสั่งเบรกการใช้งบทั้งหมด ย้ำที่ผ่านมา ปณท ไร้การตรวจสอบ รั่วไหล ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง

แหล่งข่าวจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งหนังสือด่วนถึงคณะกรรมการ (บอร์ด) ปณท สั่งให้ระงับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มูลค่า 360 ล้านบาท ที่มีการยื่นซองประกวดราคาเมื่อวันที่ 21 เมษายน ออกไปก่อน พร้อมกับให้บอร์ดพิจารณาความเหมาะสมในการจัดซื้อจัดจ้างใหม่

“น่าสังเกตว่า โครงการนี้มี 5 บริษัทยื่นซองประกวดราคา โดยใช้อุปกรณ์ 3 ยี่ห้อ คือ ฮันนี่เวล ซีบร้า และ พานาโซนิค โดยมี 3 บริษัทใช้อุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน คือ พานาโซนิค ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะปกติเวนเดอร์แต่ละรายจะให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมประมูล เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งเสนอราคากัน”

การเสนอราคาดังกล่าวอาจสอดคล้องกับการเลือกใช้วิธีการเช่า ซึ่งข้อดีของการเช่าอยู่ที่สามารถซุกราคาได้ หมายถึงไม่มีการกำหนดราคากลาง หรือไม่รู้ว่าราคามาตรฐานควรเป็นเท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์บางอย่างหากใช้วิธีซื้อ สามารถซื้อได้ในราคาเพียง 31,500 บาท แต่พอมาใช้วิธีเช่า ราคากลับโดดขึ้นไปถึง 60,000 บาท ซึ่งมีเวนเดอร์บางรายระบุว่า เหตุที่ ปณท เลือกวิธีเช่า เพราะเคยอิ่มหมีพีมันมาแล้วกับโครงการลักษณะนี้ 400 กว่าล้านบาท แต่ที่น่าเศร้าใจ คือ อุปกรณ์พวกนี้ไม่ว่าจะซื้อ หรือจะเช่ามา ก็ต้องมาวางกองไว้ ไม่สามารถทำงานได้ เพราะหัวใจสำคัญ คือ ระบบไม่รองรับ ไม่มีซอฟต์แวร์ หรือแอปพลิเคชันมารองรับ

แหล่งข่าวระบุว่า การที่ สตง.สั่งเบรกโครงการนี้ ทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการเริ่มมีความหวัง และเชื่อว่าขยะที่ซุกใต้พรมควรถึงเวลาปัดกวาดได้แล้ว เพราะที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของ ปณท มักไม่เคยฟังความคิดเห็นของพนักงานเลย คิดโครงการกันเองในกลุ่มพวกพ้อง ซึ่งไม่สามารถทำงานจริงให้เกิดประสิทธิภาพได้ มุ่งแต่จะจัดซื้ออย่างเดียว ถึงขนาดมีการพูดในกลุ่มก๊วนผู้บริหารเหล่านี้ว่า บอร์ดยุคนี้ (พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ เป็นประธานบอร์ด) “ใจดี จะซื้ออะไรให้รีบซื้อได้เลย” เรียกได้ว่า บริหารกันคล่องคอ เพราะมีบอร์ดเป็นแบ็กชั้นดี ไม่ต้องกลัวใครตรวจสอบ เพราะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ลอยตัวเหนือปัญหา เพราะไม่อยากทะเลาะกับบอร์ดทหาร ง่วนแต่ไทยแลนด์ 4.0 โดยไม่สนใจว่า หน่วยงานใต้สังกัดจะเละเทะแค่ไหน

“ไม่ใช่แค่โครงการเช่าคอมพิวเตอร์ 360 ล้านบาท ที่ควรถูกสั่งระงับ แต่อยากให้ สตง.ช่วยเข้ามาดูแผนการจัดหาอุปกรณ์นำจ่ายแบบพกพา จำนวน 16,926 เครื่อง วงเงิน 541.63 ล้านบาท ที่ ปณท จะซื้ออีก เพราะแนวโน้มน่าจะเสียเงินเปล่า ซื้อของมากองไว้ทำงานไม่ได้”

ประเด็นที่น่าสนใจของโครงการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือแบบพกพา สำหรับใช้นำจ่ายจำนวน 16,926 เครื่อง งบประมาณ 542 ล้านบาท คือ ปณท สามารถตอบได้ไหมว่า ตามสเปกที่กำหนดไว้ สามารถเข้าประมูลได้กี่ยี่ห้อ ได้มีการเปิดกว้างให้ทุกยี่ห้อเสนอได้หรือไม่ หรือจำกัดเพียงไม่กี่ยี่ห้อ นอกจากนี้ ระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติ (New CA POS) ที่พัฒนามา ก็ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำแต่ระบบของที่ทำการไปรษณีย์ แต่ไม่มีระบบประมวลผล และแสดงสถานะสิ่งของทุกชิ้นผ่านเว็บ และ ปณท ไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับการประมวลผล และแสดงสถานะการบันทึกนำจ่ายจากเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ 16,926 เครื่องแต่อย่างใด

ดังนั้น ข้อมูลที่ไปบันทึกมาขณะจ่าย จึงนำมาใช้แสดงสถานะไม่ได้ การจัดซื้ออุปกรณ์ล่วงหน้าถึง 16,926 เครื่อง จึงแทบจะสูญเปล่า และไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทันที จึงเท่ากับซื้อเครื่องด้วยงบ 542 ล้านบาทแล้ว จะมากองอุปกรณ์ทิ้งไว้เฉยๆ โดยยังขาดซอฟต์แวร์ประมวลผล และจัดการแสดงสถานะการนำจ่ายสิ่งของ และมีแนวโน้มที่ปณทจะเร่งจัดซื้อ ทั้งๆ ที่ซอฟต์แวร์ส่วนกลางยังไม่มี

“ถ้าไม่มีการตรวจสอบ ปล่อยให้ใช้เงินอีก 542 ล้านบาท ไปซื้ออุปกรณ์มากองไว้ เพราะขาดซอฟต์แวร์มาจัดการ ถามว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือประธานบอร์ด ปณท รับผิดชอบไหวหรือไม่ กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น”
นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
*** ออกตัวกลบรอยความผิด

แหล่งข่าวกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของผู้บริหาร ปณท หลังมีการเปิดโปงเรื่องความไม่ชอบมาพากลใน ปณท ผ่านรายงานข่าวเรื่อง “ฉีกหน้ากากบิ๊กไปรษณีย์” คือ การตระเวนเดินสายกลบเกลื่อนชี้แจงสิ่งที่อยากพูดกล่อมพนักงานว่า ทุกอย่างดำเนินไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้ ปณท มีอนาคตอันสดใสในการให้บริการแก่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถูกซื้อมากองทิ้งไว้ และเริ่มนำออกมาปัดฝุ่นไปใช้งานแม้ตัวซอฟต์แวร์จะยังไม่รองรับ
แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หยุดกระทำสิ่งที่ถูกกล่าวหา อย่างการเร่งติดตั้งอุปกรณ์ทั้งที่ใช้งานไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปัดฝุ่นติดตั้งชุดคอมพิวเตอร์ที่ถูกจัดซื้อมานานแล้วกองทิ้งไว้อย่างเร่งด่วน 50 แห่งในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และมีกำหนดติดตั้งอีก 200 แห่งให้ครบภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนของผู้พัฒนาให้ติดตั้งระบบก่อน 250 แห่ง เพื่อเซ็นรับมอบจบโครงการพัฒนานิวซีเอโพสต์ โดยที่ยังไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบต่างๆ แม้กระทั่งการขออนุญาตจากกรมสรรพากร เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวใช้รับชำระค่าบริการจากประชาชนด้วย

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ปณท ยังออกแถลงการณ์ที่ตามมาด้วยคำถามอีกมากมาย ซึ่งถ้าเป็นคนนอกอาจไม่รู้ข้อเท็จจริง เห็นว่างามไปตามนั้น แต่สำหรับคนในแวดวง ปณท ไม่คิดเช่นนั้น พร้อมชี้ให้เห็น 5 ประเด็นหลักที่ ปณท ควรออกมาชี้แจงอย่าง 1.ไม่มีการชี้แจงในประเด็นรีบอนุมัติให้นายสมประสงค์ เนตรสว่าง รองกรรมการผู้จัดการด้านการตลาดชิงลาออก ทั้งๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบการขาดทุน และการทุจริต

2.ทำไมจึงวางโครงสร้างการบริหารที่เน้นเอาแต่พวกของตนเองในสำนักงานใหญ่ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่าย และรองกรรมการผู้จัดการ ทั้งๆ ที่มีอัตรากำลังไม่เท่าไร โดยละเลยไม่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างของด้านปฏิบัติการที่มีนับหมื่นคน ทำให้การลงมติในเรื่องสำคัญๆ ด้านปฏิบัติการไม่ได้รับการดูแล หรือมีการตัดสินใจไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงในการให้บริการของ ปณท

3.ปณท ชี้แจงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ส่งต่อ และนำจ่ายรองรับระบบนิวซีเอโพสต์ว่า ทำตามระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่อธิบายให้กระจ่างว่า สเปกอุปกรณ์ที่จัดซื้อมีการล็อกสเปกหรือไม่ และตามสเปกที่กำหนดจะสามารถเสนออุปกรณ์ได้หลากหลายยี่ห้อหรือไม่ หรือจำกัดเฉพาะบางยี่ห้อ ซึ่งเข้าข่ายล็อกสเปก ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดซื้อและเช่า รวมถึงอาจจะเจอข้อหากำหนดสเปกเอื้อผลประโยชน์ และละเลยไม่รักษาผลประโยชน์ขององค์กร ซึ่งจะมีความผิดทางอาญาตามมา

4.ปณท ชี้แจงเรื่องการแก้ไขปัญหาบริษัทลูกของ ปณท ว่า ได้เข้ามาแก้ไขเพื่อฟื้นฟูกิจการว่า จะสามารถทำกำไรได้อย่างแน่นอนภายในปี 2560 แต่ไม่มีคำอธิบายว่า ทำอย่างไรจะมีกำไร ขาดแผนงานชัดเจนในการฟื้นฟู แต่ลึกๆ ปณท กำลังจะให้บริษัทลูกกินหัวคิวในการรับจ้างขนส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และไม่ใช่การเข้ามาจัดระบบการให้บริการลอจิสติกส์ตามที่ควรจะทำ

โดยในการเข้าไปบริหารจัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณท ดบ) ที่นอกจากมีการตั้งกรรมการ ปณท เข้าไปดูแลแล้ว ยังมีการจ้างอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท ไปเป็นที่ปรึกษา ปณท ดบ หลังจากที่เกษียณ ซึ่งตามปกติแล้ว จะไม่มีการตั้งรองที่มีตำแหน่งต่ำกว่าเป็นที่ปรึกษาในวงการธุรกิจ

5.งบประมาณเกือบ 1,500 ล้านบาท ที่ ปณท อ้างว่า จะนำมาใช้เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 แต่ถ้าดูเนื้องานสิ่งที่จะทำ แม้จะยังไม่จำเป็นต้องซื้อตอนนี้ แต่ก็ได้เร่งกระบวนการจัดซื้อกันแล้วภายใน ซึ่งจะพบว่ามีแต่ความสูญเปล่า และสิ้นเปลือง เช่น การตั้งงบประมาณจัดหาตู้รับฝากไปรษณีย์อัตโนมัติ จำนวน 250 ตู้ วงเงิน 200 ล้านบาท ซึ่ง ปณท เคยสั่งทำตู้แบบนี้มาแล้ว และไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ และจะมาสั่งทำอีกทำไม การสั่งทำ ถ้าเพื่อสร้างภาพลักษณ์ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งงบถึงขนาด 200 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ตู้รับฝากไปรษณีย์อัตโนมัติแบบใหม่นี้ก็ยังไม่มีต้นแบบที่พิสูจน์ได้ว่า จะทำงานได้ดีเพียงใด การตั้งงบถึง 200 ล้านบาท จึงสิ้นเปลือง และมุ่งหวังใช้เงินงบประมาณโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่า

“ถ้า ปณท อยากทำก็ทดลองแค่ 4-5 ตู้ก็พอ เมื่อได้ต้นแบบที่ดีแล้ว จะสั่งเป็นพันตู้ก็ไม่เสียหายต่องบประมาณของ ปณท แต่กรณีนี้ตั้งงบครั้งเดียวถึง 250 ตู้ วงเงิน 200 ล้านบาท จึงเป็นการตั้งงบประมาณที่ขาดการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าที่จะนำมาใช้ได้จริง และคุ้มการลงทุนหรือไม่ หรือจะเอางบ 200 ล้านบาท มาใช้โชว์ว่า ได้ทำเพื่อรองรับ 4.0”

ส่วนงบในการจัดสร้างตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ (iBox) 550 ตู้ วงเงิน 330 ล้านบาท ระบุว่า เป็นตู้อัจฉริยะสำหรับใช้นำจ่ายที่ตู้ และให้ลูกค้ามารับของ โดยไม่ทำต้นแบบที่สมบูรณ์ และใช้งานได้ดีจริงออกมาให้เรียบร้อยเสียก่อน เป็นการใช้งบที่สิ้นเปลืองไม่คุ้มค่าการลงทุน และพฤติกรรมลูกค้าในประเทศไทยนิยมให้เอาพัสดุ หรือสิ่งของไปส่งถึงมือ ไม่ใช่ไปไขเอาเองจากตู้ที่วางไว้ตามจุดต่างๆ เหมือนในต่างประเทศ ดังนั้น ถ้า ปณท จะทำก็ทำเพื่อทดลอง 4-5 ตู้ ก็ดูจะเหมาะสมกว่า

***ท้าทายอำนาจตรวจสอบรัฐ

ที่ผ่านมา ปณท มีการใช้งบประมาณอย่างมันปาก หลายโครงการที่ไม่เคยมีใครเข้าไปตรวจสอบว่าคุ้มค่าหรือไม่ อย่างโครงการปรับปรุงอาคาร และที่ทำการไปรษณีย์ ที่จะใช้วิธีจัดซื้อพิเศษ 6,000 กว่าล้านบาท ในการเข้าไปปรับปรุงที่ทำการไปรษณีย์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยมีข้อสังเกตว่า มีการใช้งบเกินจริง อย่างที่ทำการไปรษณีย์ขนาด 6 x 8 ตารางเมตร ใช้งบประมาณถึง 2-3 ล้านบาท ในการปรับปรุง หรือที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ภาคอิสานบางแห่ง 1 ห้องทำงานใช้แอร์แขวนเกือบ 30 ตัว แขวนห่างกันสักฟุตเดียว

นอกจากนี้ ยังมีงานเรื่องจ้างผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายย่อย วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อให้อยู่ในอำนาจไม่ต้องเสนอใคร อนุมัติได้เอง อย่างบริการ Prompt Post ที่หวังว่าจะมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งไปรษณีย์ให้ใช้งานง่ายขึ้น แต่กลายเป็นว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง รวมถึงแอปแยกย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากอยากรู้ว่า ดาวน์โหลดไปสักกี่ร้อยราย ก็สามารถเช็กดูได้ ทั้งนี้ การจะทำแอปพลิเคชันที่เป็นของ ปณท จริงๆ ควรจะทำแบบรวมศูนย์อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ใช่แยกย่อยๆ ออกมา ทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสน เพราะปัจจุบัน ทั้งการเช็กสถานะ เช็กสถานที่ส่งไปรษณีย์ บริการฝากขายสินค้าที่ส่งผ่านไปรษณีย์ บริการฝากส่งออนไลน์ ทุกอย่างแยกแอปออกจากกันหมดทั้งสิ้น

“หากไม่ทำอะไร ก็ฟันธงได้ว่า งานนี้บอร์ดรู้เห็นเป็นใจกับผู้บริหาร”