xs
xsm
sm
md
lg

ซิมโฟนี่ดันไทยเป็นฮับเชื่อมเคเบิลใยแก้วใต้น้ำสู่ภาคพื้นดิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


โครงการก่อสร้างและวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำระหว่างประเทศ (MCT Submarine Cable) โดยความร่วมมือของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จาก 3 ประเทศ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย บริษัท Telcotech ประเทศกัมพูชา และบริษัท Telekom Malaysia Berhad ประเทศมาเลเซีย ภายใต้งบลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท ในระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางการสื่อสารของภูมิภาค (HUB of Asian) ผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อโครงข่ายการสื่อสารระหว่างประเทศไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวด้านการสื่อสาร การค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยซิมโฟนี่ เป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.ในการสร้าง และดำเนินการวางโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำของประเทศไทย เตรียมเปิดให้บริการเต็มระบบพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศในเดือนเมษายนนี้

ธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการโครงการเอ็มซีที (MCT) กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างและวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำระหว่างประเทศว่า ซิมโฟนี่ให้ความสำคัญกับระบบเคเบิลใต้น้ำ เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นระบบโครงข่ายที่ดีที่สุดในโลก เนื่องจากมีความเสถียรสูง เงินลงทุน และราคาในการให้บริการไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับโครงข่ายในระบบอื่นๆ โดยหลายปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของการสื่อสารมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัทจึงริเริ่มโครงการ MCT ขึ้น โดยมีพันธมิตรจากอีก 2 ประเทศเข้าร่วม

โดยมีนโยบายหลัก คือ ความเป็นกลางในการเข้าถึงโครงข่าย (Open Access) พร้อมสนับสนุนให้มีการเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในรูปแบบภาคพื้นดินและภาคพื้นน้ำ ซึ่งในส่วนความรับผิดชอบของ ซิมโฟนี่ จะทำการเชื่อมต่อสัญญาณเคเบิลใยแก้วใต้น้ำจาก 2 ประเทศสู่สถานีภาคพื้นดิน โมฬี เคเบิล แลนดิ้ง สเตชั่น ที่มีพื้นที่ขนาด 2 ไร่ บนหาดแม่รำพึง จังหวัดระยอง สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ทั้งสัญญาณเคเบิลใต้น้ำหลักของโครงการMCTและสัญญาณเคเบิลใต้น้ำไปยังโครงข่าย อื่นๆ โดยกำหนดให้จุดเชื่อมต่อสัญญาณเคเบิลใต้น้ำอยู่ห่างจากสถานีภาคพื้นดินออกไปในอ่าวไทยประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนจะเชื่อมสัญญาณต่อไปยังสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา และเชราติ้ง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

“เราเตรียมความพร้อมด้านการติดตั้งอุปกรณ์และขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก รวมถึงเกตเวย์ที่มีอยู่ให้เพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้งานโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน ช่วยยกระดับการสื่อสารและธุรกิจภูมิภาคด้วยเทคโนโลยีที่รองรับการเชื่อมต่อทั้งรับ-ส่งข้อมูลได้สูงถึง 100 Gbps และรองรับการสื่อสารโทรคมนาคมในอาเซียนด้วยการขยายตัวได้มากถึง 30 Tbps เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางโทรคมนาคมของประเทศในกลุ่มอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศให้ไปสู่ระดับภูมิภาค”

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าของซิมโฟนี่ ในระยะเริ่มแรกจะเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมในประเทศ ก่อนที่จะขยายไปยังกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศ สำหรับลูกค้าในประเทศ คือ กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ,ผู้ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider) รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายอื่นๆ (Network Service Provider) ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการเชื่อมต่อบริการระหว่างประเทศซึ่งมีความต้องการในการใช้บริการโครงข่ายที่มีความจุในการรับส่งข้อมูลในปริมาณมาก โครงการ MCT จึงถือเป็นทางเลือก หรือระบบโครงข่ายสำรอง เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นกับระบบโครงข่ายเดิมที่ใช้งานอยู่

โดยคาดการณ์ว่า หลังจากเปิดให้บริการอย่างเต็มระบบในเดือนเมษายนนี้ โครงการ MCT จะสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 90 ล้านบาท และในปี 2561 ประมาณ 120-130 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 5-6 ปี ส่วนแผนพัฒนาในขั้นต่อไปของบริษัท คือ การรุกสู่ลูกค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอัปเปอร์อาเซียน

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้บริการกลุ่มใดก็ตาม เรายังคงรักษามาตรฐานการให้บริการในระดับพรีเมียม โดยมีทีมวิศวกรคอยดูแล ประเมิน และหาวิธีลดความเสี่ยงต่างๆ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน”

ทั้งนี้ หากโครงการ MCT เสร็จสมบูรณ์ ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศด้านการเติบโตของ GDP ที่มาจากค่าใช้จ่าย และการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น จากสถิติโลกชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ GDP ในทุกประเทศ ทั้งจากการเชื่อมโยงโครงข่ายไปยังอีก 2 ประเทศ คือ มาเลเซีย และกัมพูชา จะช่วยให้สามารถให้บริการไปยังประเทศในอาเซียน หรือทวีปอื่นๆ ได้อีกมาก โครงการเคเบิลใต้น้ำจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน และยังสอดคล้องกับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย