จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภควัยรุ่น ช่วงอายุระหว่าง 25-35 ปี ส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ที่ใช้งาน และในแง่ของสิทธิส่วนบุคคลบนโลกอินเทอร์เน็ต เมื่อเห็นถึงแนวโน้มความต้องการ และกำลังซื้อในกลุ่มผู้ใช้งานดังกล่าว ผู้ผลิตมือถือหลายรายจึงเริ่มนำความสามารถในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้งานบนสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญในประเทศไทย คือ การที่กลุ่มบริษัทสามารถ โดยบริษัท ซีเคียว เอเชีย ที่เป็นบริษัทลูกของ สามารถ ไอ-โมบาย ร่วมมือกับ “ไซเลนท์ เซอร์เคิล” นำเข้า Blackphone 2 เข้ามาทำตลาด โดยชูจุดเด่นในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยที่จะทำให้ข้อมูลที่อยู่ภายในไม่หลุดหายไปไหน
แน่นอนว่า คำถามที่ตามมา คือ “จะขายใคร” เพราะด้วยระดับราคาเปิดตัวที่ 22,900 บาท กับความสามารถในแง่ของระบบรักษาความปลอดภัย ถือเป็น “นิชมาร์เกต” ที่ซ้อนอยู่ใน “นิชมาร์เกต” อีกทีหนึ่ง เนื่องจากช่วงราคาจำหน่ายจะไปทับอยู่ในตลาดสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ที่มีเจ้าตลาดอย่างซัมซุง และแอปเปิล ถือครองอยู่
นอกจากนี้ ยังพบว่า ด้วยระบบของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ทำตลาดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแอนดรอยด์ บนซัมซุง และ iOS บนแอปเปิล ต่างมีการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้วชั้นหนึ่ง คือ ถ้าผู้ใช้งานตั้งล็อกเครื่องไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการป้อนรหัส สแกนลายนิ้วมือ ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการขโมยข้อมูลภายในเครื่องได้อยู่แล้ว
ด้วยระบบซิเคียวริตี้ของ Knox ที่ซัมซุง พัฒนาขึ้นมาเพื่อรับกับความต้องการของลูกค้าองค์กรที่ต้องการแยกเรื่องส่วนตัว กับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานในชีวิตประจำวันออกจากกัน ก็มาพร้อมกับระบบสั่งลบข้อมูลไร้สาย รวมถึงการเข้ารหัสข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้ภายในระบบดังกล่าวอยู่แล้ว
หรือระบบซิเคียวรีตี้ที่ทำงานร่วมกับ iCloud บน iOS เมื่อเครื่องโดนขโมย ผู้ใช้ก็สามารถใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาพิกัด สั่งล้างเครื่อง โดยเครื่องจะรับข้อมูลการสั่งงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ดังนั้น เมื่อเครื่องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถหาพิกัดสุดท้าย หรือลบข้อมูลในเครื่องได้ทันทีอยู่แล้ว
***Blackphone 2 ทำอะไรได้บ้าง
แต่สิ่งที่ Blackphone 2 นำเสนอกลับต่างออกไป เพราะด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐานในแง่ซิเคียวริตี้ อย่างการระบุพิกัด และสั่งล้างเครื่องผ่านระบบไร้สาย ถือเป็นฟีเจอร์มาตรฐานที่มีอยู่แล้วบนสมาร์ทโฟนระบบไฮเอนด์ ดังนั้น จึงเพิ่มความสามารถอย่างการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเข้ารหัสมาให้ใช้งาน (Silent Phone) รวมถึงการสร้างโปรไฟล์ในการใช้งานแยกกันได้ 4 รูปแบบ (Spaces Management)
เมื่อมีการแยกโปรไฟล์การใช้งานออกจากกันได้ถึง 4 รูปแบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินใช้ LINE หรือ Facebook ส่วนตัวได้มากสุดถึง 4 แอ็กเคานต์ด้วยกัน ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะด้วยสมาร์ทโฟนปกติ ถ้าต้องการใช้งาน LINE หลายแอ็กเคานต์เป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก รวมถึง Facebook ที่ถ้าต้องการล็อกอินหลายๆ แอ็กเคานต์ในเครื่องเดียวกัน จำเป็นต้องใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ หรือแอปพลิเคชั่นอื่นควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม ในการแยกพื้นที่ใช้งานออกจากกัน ส่งผลให้ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการตั้งรหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยที่แยกกันในแต่ละ Space เพื่อทำการล็อกอินเข้าไปในแต่ละพื้นที่ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยในรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็ยังเลือกลึกลงไปได้อีกว่าในแต่ละพื้นที่จะตั้งค่าการใช้งานไว้ในรูปแบบใด
โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบความปลอดภัย คือ Personal Space คือ แบ่งพื้นที่การใช้งานส่วนตัวออกมาแบบปกติ จะได้รับการรักษาความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติทั่วไป จากการเข้ารหัสล็อกตัวเครื่อง และการสั่งล้างเครื่องระยะไกลตามปกติ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Personal Space ได้หลายพื้นที่แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 4 รูปแบบ
ถัดมา คือ Silent Space ที่จะสามารถสร้างได้ 1 พื้นที่ต่อ 1 เครื่อง โดยภายใน Silent Space จะกำหนดได้ว่า จะให้รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรือจะเลือกเฉพาะโมบายอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่คาดไม่ถึง
นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งได้อีกว่า จะเปิดโหมดการโทร.ออก รับ-ส่งข้อความ แชร์พิกัด การบันทึกหน้าจอ การใช้งานไมโครโฟน บลูทูธ การติดตั้งแอปพลิเคชั่น การแชร์ข้อมูลระหว่างพื้นที่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่า ต้องการรักษาความลับของข้อมูลขนาดไหน ถ้าใช้งานในพื้นที่นี้ ซึ่งถือเป็นระดับการรักษาความปลอดภัยที่สูงที่สุด
สุดท้าย คือ Managed Space ที่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้งานกับภาคองค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างพื้นที่ขึ้นมาให้พนักงานได้เข้ามาล็อกอินใช้งาน ซึ่งจุดเด่นก็คือ ส่วนกลางสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูล และจัดการพื้นที่ใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ ก็ยังมีการเพิ่มความปลอดภัยในส่วนของการส่งข้อความ ด้วยการใช้งานระบบ Burn Chat ที่ผู้ใช้สามารถสั่งลบข้อความกรณีที่ส่งผิดพลาด หรือตั้งเวลาลบข้อความอัตโนมัติได้สูงสุด 90 วัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีข้อความหลุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน
ขณะที่ความสามารถของ Silent Phone หรือระบบความปลอดภัยในการโทร.ระหว่างประเทศ เป็นบริการเสริมที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน Blackphone 2 สามารถติดต่อโทรศัพท์แบบเข้ารหัสผ่านการโทร.จากอินเทอร์เน็ต โดยให้สิทธิพิเศษลูกค้าใช้งานได้ 100 นาทีต่อเดือน นาน 12 เดือน มาด้วย
ข้อมูลเหล่านี้ คือ ในแง่ของระบบรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นมาใน Blackphone 2 แต่ถ้ามองถึงในแง่ของการใช้งาน Blackphone 2 เปรียบเสมือนแอนดรอยด์โฟนที่ครอบด้วย Silent OS ที่สามารถเข้าใช้งานกูเกิล เซอร์วิสต่างๆ ได้ นำมาใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่นรักษาความปลอดภัยของไซเลนเซอร์เคิล เพื่อช่วยให้ข้อมูลภายในเครื่องปลอดภัยมากขึ้น
โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) กล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล หน่วยประมวลผลเป็น Qualcomm Snapdragon 615 ความเร็ว 1.7 GHz พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 32 GB RAM 3 GB สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ กรณีที่ใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติม แนะนำให้ทำการเข้ารหัสข้อมูลที่บันทึกไว้ในการ์ดข้อมูลด้วย ซึ่งด้วยระบบของแอนดรอยด์ปกติสามารถเข้ารหัสข้อมูลได้อยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะไม่เปิดระบบใช้งานกัน ทำให้ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ไม่มีการเข้ารหัส เมื่อเครื่องหายก็อาจถูกนำข้อมูลในการ์ดไปใช้งานได้
***เจาะกลุ่มชัดเจน
วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุถึงแนวทางการทำธุรกิจในกลุ่มสามารถ ไอ-โมบาย (SIM) หลังจากนี้ว่า จะมีการเจาะเข้าไปเป็นกลุ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในแต่ละเซกเมนต์เข้ามาทำตลาด อย่างในตลาดสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นก็จะใช้แบรนด์ ไอ-โมบาย ถัดมาในระดับกลาง-บน ก็จะมีซับแบรนด์เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม ซึ่งจะได้เห็นภายในครึ่งปีแรกนี้
ขณะที่การมาของ Blackphone 2 ก็จะเน้นจับกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ดารา หรือคนดังในแวดวงสังคม ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มาไว้ใช้ในการติดต่อสื่อสารธุรกิจที่มีข้อมูลสำคัญ รวมถึงเก็บไฟล์ข้อมูล รูปภาพ ไว้ใช้งานเป็นเครื่องเสริม
“ซิเคียวริตี้ถือเป็น 1 ในเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ เพียงแต่ว่าพอเป็นการป้องกันภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ดังนั้น ในช่วง 1-2 ไตรมาสแรก จึงเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ในแง่ความปลอดภัยข้อมูลให้เกิดขึ้นในวงกว้างก่อน”
เบื้องต้น ซีเคียว เอเชีย ตั้งเป้าจำหน่าย Blackphone 2 ไว้ที่ราว 1-2 หมื่นเครื่อง ภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ 300 ล้านบาท โดยจะใช้ช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์เป็นหลัก หรือกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกก็สามารถนัดรับเครื่องตามสาขาของสามารถ ไอ-โมบาย ได้
***หนังสั้นกระตุ้นให้คนป้องกัน
ในแง่ของการทำการตลาด Blackphone 2 จะเน้นการทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง เริ่มจากการปล่อยไวรัลคลิปวิดีโอออกมาก่อนในช่วงแรก ตามด้วยการทำคลิปตามหลัง และการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภค โดยจะเริ่มจากการแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานสมาร์ทโฟนทั่วไป ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงก่อน
โดยตัวอย่างของหนังสั้นที่ออกมา จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาววัยรุ่นทำสมาร์ทโฟนหาย แล้วคนร้ายสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในสมาร์ทโฟน และโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักคือ การหลอกให้เพื่อนๆในเครือข่ายสังคมโอนเงินเข้าบัญชีของหญิงสาว และใช้การทำธุรกรรมออนไลน์จากบนสมาร์ทโฟนโอนเงินให้คนร้ายอีกทีหนึ่ง
ถัดมา คือ การโพสต์รูปภาพที่ไม่เหมาะสมลงโซเชียลมีเดีย ทำให้หญิงสาวเสียชื่อเสียง และสุดท้าย คือ การใช้ระบบระบุพิกัดตามหาเครื่องจนไปเจอคนร้าย ซึ่งภายในหนังสั้นไม่ได้มีการเฉลยว่า หลังจากนั้นแล้ว เกิดเหตุการณ์อะไรตามมา
อย่างไรก็ตาม ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างมีการตั้งประเด็นถึงหนังสั้นดังกล่าวว่า เป็นหนังสั้นที่ไม่สมจริง เพราะในความเป็นจริง กรณีทำสมาร์ทโฟนหาย ผู้ใช้ควรเข้าไปทำการเปลี่ยนรหัสผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้งาน รวมถึงยกเลิกการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากบัญชีที่ผูกไว้ภายในเครื่อง และแจ้งตำรวจ ไม่ใช่มานั่งโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อแจ้งให้คนอื่นทราบ และตามหาคนร้ายด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ ยังได้มีการแนะนำให้ผู้ใช้งานทุกคนตั้งรหัสในการปลดล็อก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการกรอกรหัสตัวเลข การวาดรูปแบบต่างๆ บนหน้าจอ และการใช้รหัสตัวเลขผสมตัวอักษร ที่ทำให้สมาร์ทโฟนไม่สามารถปลดล็อกได้ ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลในระดับหนึ่ง


