30 ปีผ่านไป ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกระแสโลก “กลุ่มอินทัช” หรือชื่อที่คุ้นเคยกันมานานอย่าง ชิน คอร์ปอเรชั่น จึงต้องปรับตัวเพื่อให้รองรับกับความต้องการรูปแบบใหม่ของผู้บริโภค และที่ผ่านมาผู้บริหารบริษัทในเครืออย่างเอไอเอส ซึ่งถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดและสร้างรายได้ให้สูงที่สุดของกลุ่ม ยังได้ออกมาระบุว่า แม้ธุรกิจมือถือในยุค 2G เอไอเอสจะครองความเป็นผู้นำตลาดแต่หากไม่มีการปรับตัวเพื่อรองรับกับกระแสใหม่อย่าง 3G และ 4G หรือ LTE แล้ว ก็อาจมีการเพลี่ยงพล้ำทางธุรกิจได้
วันนี้ของอินทัช ย่อมต้องมุ่งเน้นแนวทางใหม่ที่แม้จะยังลบภาพเดิมที่ยึดโยงการเมืองไม่ได้ แต่สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช ก็อยากให้ลูกค้ามองเรื่องของการนำเสนอบริการต่างๆ มากกว่าเรื่องราวในอดีต เพราะการเปลี่ยนชื่อนั้นก็เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลบภาพบางอย่าง
ปัจจุบัน อินทัช ประกอบธุรกิจ 5 ด้านคือ 1.การให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G บนความถี่ 2100 MHzซึ่งกำลังดำเนินการวางเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 2.การได้รับอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมประเภทที่ 3 จากกสทช.ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการยิงดาวเทียมดวงใหม่เพิ่มเติม 3.การร่วมลงทุนในลักษณะ Venture Capital เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยด้านไอซีทีและมีเดีย ให้มีโอกาสเติบโต 4.การให้บริการพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลดิจิตอลบนคลาวด์คอมพิวติง และ 5.การเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอล 2 ช่องคือ ช่องรายการเด็กและครอบครัว และช่องวาไรตี้ โดยได้เตรียมการด้านการวิจัยเพื่อให้เข้าใจถึงผู้ชมในอนาคต เพื่อนำผลจากการวิจัยมากำหนดจุดยืนทางการตลาด
แผนการก้าวไปข้างหน้าของอินทัช เพื่อต่อยอดสร้างความเข้มแข็งในอนาคต ได้เพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่อีก 3 ด้าน (รวมของเดิมเป็น 8 เรื่อง) คือ1.การให้ก้าวเข้าสู่การให้บริการ 4G 2.ธุรกิจดิจิตอล คอนเทนต์ และ 3.การให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงแบบมีสาย (Wired Broadband) เพื่อเป็นการตอบสนองกับความต้องการในการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนเครือข่ายมีสาย หลังจากการเข้ามาของโมบายอินเทอร์เน็ตที่ผู้บริโภคนิยมใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการเข้าถึงข้อมูลสื่อสารทำให้มีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น ซึ่งอินทัชจะมีให้บริการบรอดแบนด์ทั้งแบบไร้สายและมีสายเป็นการผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน
*** ยุทธศาสตร์ 8 แนวรุก ลงทุนกว่าแสนล้านบาท
สมประสงค์ กล่าวว่า ตลอด30 ปี ที่ผ่านมากลุ่มอินทัช ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมสื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมเชิงพาณิชย์ พัฒนาระบบโทรคมนาคมไร้สายให้ติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกรวดเร็ว พัฒนาโครงข่ายระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อข้อมูลสำคัญต่างๆ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างธุรกิจใหม่ และสร้างรายได้เข้าประเทศ เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 31 นี้ ก็จะถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Breakthrough) ที่จะเดินหน้าธุรกิจทั้ง 8 ด้าน อย่างเต็มกำลัง
'เรามีการสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจในทุกเรื่อง มองทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะตัวคนอาจจะมีอยู่แล้วเกษียณไป แต่ธุรกิจยังต้องดำรงอยู่ เราจึงต้องวางรากฐานสำหรับอนาคตที่จะเป็นองค์กรในลักษณะ Today & Tomorrow คือการสร้างผลประกอบการที่ดีในวันนี้ และวางรากฐานสำหรับงานข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีการจัดองค์กรใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน และเน้นใน 4 เรื่อง คือ การเป็นเลิศในเทคโนโลยี เต็มที่ในทุกความท้าทาย มุ่งหมายนวัตกรรม และสุดท้ายเน้นในเรื่องของคุณธรรม'
โดยเม็ดเงินลงทุนในเบื้องต้นนั้น กลุ่มอินทัชจะแบ่งออกเป็น การลงทุนของเอไอเอส 70,000 ล้านบาทในเวลา 3 ปีนับจากนี้ ส่วนไทยคมนั้นได้มีการอนุมัติวงเงินสำหรับดาวเทียมปัจจุบัน 160 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,800 ล้านบาท) ด้านดิจิตอลทีวีและดิจิตอลคอนเทนต์ คาดว่าต้องใช้เงินประมาณ 2 พันล้านบาทสำหรับการประมูลใบอนุญาตและการจัดตั้งสตูดิโอในระยะเริ่มต้น โดยต้องมีการตั้งบริษัทใหม่ที่พร้อมดำเนินการภายใน 90 วัน หลังจากได้ใบอนุญาตจากกสทช.
'การมีช่องรายการมากขึ้นทำให้แต่ละช่องสามารถที่จะเลือกกลุ่มเป้าหมายของผู้ชมได้ คนจะมีพฤติกรรมอันใหม่คือจะผูกอยู่กับช่องรายการหลัก 2 ช่องและจะติดตามตลอดเวลา ดังนั้นนโยบายของเราเน้นการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อดึงความสามารถมาผสมผสานกัน ประกอบกับปัจจุบันมีคอนเทนต์เป็นจำนวนมากจึงได้เริ่มมีการพูดคุยเพื่อร่วมกันทำธุรกิจ ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะมีพาร์ทเนอร์ร่วมด้วยกี่ราย'
สำหรับ Wired Broadband และ 4G อยู่ในระหว่างการศึกษาจึงยังไม่มีการตั้งวงเงินลงทุน ส่วนดาวเทียมไทยคม 7 นั้น อินทัชมีแผนที่จะยิงขึ้นสู่วงโคจรในไตรมาสที่ 1 หรือ 2 ของปี 2557 แต่เป็นการร่วมมือกันกับผู้ให้บริการรายอื่น โดยมีระยะเวลา 15 ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 170 ล้านเหรียญ (ประมาณ 5,100 ล้านบาท)
'ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอินทัชจึงเป็นการผสมผสานทั้ง 8 แนวทางเชื่อมโยงกันภายใต้ 4 อุตสาหกรรมหลักคือโทรคมนาคม มีเดีย ไอที และดิจิตอล คอนเทนต์ ที่จะให้บริการอย่างต่อเนื่องไปอีก 15 - 20 ปี และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทั้งซัปพลายเออร์ ดีลเลอร์ ดิสทริบิวเตอร์ ผู้ถือหุ้น พนักงาน และกลุ่มลูกค้า ซึ่งเรามั่นใจว่าวันนี้เทคโนโลยีไม่แตกต่าง แต่ความแตกต่างอยู่ที่การส่งมอบบริการให้แก่ลูกค้า'
***เอไอเอส เตรียมส่ง Wired Broadband
วิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า ขณะนี้การดำเนินธุรกิจของเอไอเอสในการเปิดให้บริการ 3G 2100 MHzถือว่าบรรลุเป้าหมายและนโยบายของการก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Breakthrough) ของกลุ่มอินทัชแล้ว แต่ยังต้องพัฒนาในเรื่องการให้บริการทั้งในด้านการติดตั้งโครงข่ายที่ต้องแข่งกับเวลาและถือว่ามีความท้าทายกับทีมเทคนิคเป็นอย่างมาก เพราะต้องการให้มีความรวดเร็วแต่สามารถใช้งานได้อย่างดีที่สุด แม้จะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างแต่ก็ถือว่ากำลังแก้ไขอยู่
'สำหรับโอกาสและลู่ทางใหม่ในการดำเนินธุรกิจนั้น เอไอเอสได้เตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการ 4G และเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงมีสาย (Wired Broadband) เพื่อตอบสนองต่อทิศทางตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในทุกๆ ที่โดยเฉพาะบนเครือข่ายไร้สาย ประกอบกับทิศทางของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวเข้าสู่โมบายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นการรวมการสื่อสารในทุกรูปแบบมาไว้บนมือถือหรือบนสมาร์ทโฟน”
***ไทยคม 6 ยอดขายทะลุ 60% ไทยคม 8 กำลังวางแผน
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม กล่าวว่า การดำเนินงานของไทยคมในช่วงที่ผ่านมา 7 ไตรมาส พบว่ามีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากทั้งการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มพื้นที่การให้บริการ และการมีดาวเทียมเพิ่มเติม
สำหรับดาวเทียมไทยคม 6 นั้นไม่ได้ให้บริการเฉพาะในไทยและอินโดจีนเท่านั้น แต่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะไปเปิดตลาดใหม่ในทวีปอเมริกาภายใต้ชื่อ “Africom1” เพื่อทำตลาดกับโซมาเลียและอียิปต์ ซึ่งปัจจุบันยอดขายของไทยคม 6 มีกว่า 60 % แล้ว และยังได้มีการเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ด้วยการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการและเสริมประสิทธิภาพของหน่วยธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนการหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจที่ทำอยู่เดิม ทั้ง upstream และ downstream
ปัจจุบันลูกค้าของไทยคม 6 มีกว่า 13 บริษัทในต่างประเทศ มีลูกค้ารายใหญ่อย่างโมบายโอเปอเรเตอร์ในญี่ปุ่น อาทิ ซอฟต์แบงก์ เอ็นทีทีโดโคโม ซึ่งมีความต้องการใช้งานแบนวิทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและจะผิดพลาดไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีออสเตรเลียที่ใช้ดาวเทียมในการทำ National BoardBand
ส่วนดาวเทียมไทยคม 7 นั้น อินทัชมีแผนที่จะยิงขึ้นสู่วงโคจรในไตรมาสที่ 1 หรือ 2 ปี 2557 ให้บริการในทวีปเอเชีย และเอเชียแปซิฟิก ส่วนดาวเทียมไทยคม 8 ที่ตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผนอาจจะเป็นการเสริมศัพยภาพการให้บริการบรอดคาสต์ในเมืองไทย เพราะคาดว่าจะมีการใช้งานมากขึ้นโดยเฉพาะการแพร่ภาพออกอากาศที่มีความคมชัดสูง ส่วนไทยคม 9 จะเป็นดาวเทียมอีกดวงหนึ่งที่ไดรับมอบหมายจากรัฐบาลให้รักษาวงโคจรที่ 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งได้ทำสำเร็จแล้ว และกำลังเจรจาเพื่อดำเนินการในเชิงพาณิชย์ใน 4 ประเทศ
'วิสัยทัศน์ของไทยคมนั้นจะมุ่งเน้นเป็นธุรกิจบรอดแบนด์ มุ่งเน้นการตลาดในกลุ่มธุรกิจที่เป็นจุดแข็งอย่างลูกค้าองค์กร หน่วยงานรัฐ และการร่วมมือกับพันธมิตรในส่วนธุรกิจค้าปลีก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังจะมีการเปิดให้พันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์ภาคพื้นดินเข้าร่วมในการพัฒนาการให้บริการ (Open Access Policy) รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพการให้บริการด้วยโซลูชันแบบครบวงจร(End to End Solution) ส่วนธุรกิจบรอดคาสต์นั้นจะเน้นความเป็น Hot Bird Position ของดาวเทียมไทยคม ทั้งในแง่ของจำนวนรายการ การขยายฐานผู้ชม และการสร้างตลาดสำหรับช่องโทรทัศน์แบบความคมชัดสูงหรือ HDTV'
ทางด้านบริษัทซีเอส ล็อกซอินโฟนั้น มีแผนกลยุทธ์การพัฒนาการให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิตและการทำงานแบบ Smart life Anywhere Anytime ให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ รองรับทุกแฟลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊ก แบบครบวงจร โดยเตรียมที่จะเริ่มตั้งแต่การสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์ระดับสากล สร้างโครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์เพื่อรองรับการใช้งานขนาดใหญ่ โดยซีเอสล็อกซ จะให้บริการด้านต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายและมีบริการร่วมกับเอไอเอส รวมไปถึงการดำเนินการวางแผนสร้างหน่วยธุรกิจ เพื่อพัฒนาบริการแบบเฉพาะด้านเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่มด้วย


