การไม่มีศูนย์คอมพิวเตอร์ในท้องถิ่นไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนคอมพิวเตอร์ในชุมชนห่างไกลอีกต่อไป เพราะวันนี้ ครู-เจ้าหน้าที่อบต.จังหวัดอุบลราชธานีและอำนาจเจริญบางส่วนได้รับประโยชน์จากการ"เรียนคอมพ์บนรถบัส"แบบเสิร์ฟถึงที่แล้ว บนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ และเอเซอร์
โครงการเรียนคอมพ์บนรถนี้มีชื่อเต็มว่าโครงการศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่สู่ชุมชน เปิดสอนทั้งเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ทั่วไป และการซ่อมบำรุงฮาร์ดแวร์ ความหวังเบื้องต้นคือให้อบต.ท้องถิ่นและชาวบ้านสามารถใช้งานและดูแลคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องยกคอมพิวเตอร์ขึ้นรถเพื่อเดินทางมาซ่อมในตัวเมืองเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ขณะที่ความหวังสูงสุดคือให้ชาวบ้านสามารถสร้างรายได้จากความรู้ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้
ผู้ดูแลโครงการบอกว่ารถห้องเรียนคอมพ์นี้จัดอบรมมาแล้ว 10 รุ่น รุ่นละประมาณ 20 คน ปีนี้ตั้งเป้าออกให้บริการ 16 โรงเรียนในพื้นที่และองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) 20 แห่งคลุมทั้งอุบลฯและอำนาจเจริญ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกันยายน 2552
คันละ 6 ล้านบาท
รถบัสซึ่งเป็นห้องเรียนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่นี้ถูกเรียกว่ารถโมบายล์ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัฒน์ บุณฑริก อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีให้ข้อมูลว่า แรกเริ่มรถโมบายล์เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯและจังหวัดอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯเป็นฝ่ายดูแลแต่จังหวัดอำนาจเจริญเป็นผู้ซื้อรถมา 1 คัน ด้วยงบประมาณ 6-7 ล้านบาท บนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีของประชาชนในจังหวัดอำนาจเจริญ โครงการนี้เข้าตาผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีการสานต่อจนสามารถซื้อรถสำเร็จในปี 2549
"รถโมบายล์สั่งทำขึ้นโดยบริษัทธนบุรีประกอบยนต์ เมื่อจังหวัดซื้อรถมาแต่กลับไม่มีการอบรมเกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะไม่มีงบประมาณค่าบุคลากร ค่าไฟ ค่าเอกสาร ค่าน้ำมันรถซึ่งมีมูลค่าสูงเนื่องจากต้องติดเครื่องไว้ตลอดวันเวลาที่มีการเรียนบนรถ" อธิการบดีกล่าว
รถโมบายล์ออกแบบให้รถบัสขนาด 40 ที่นั่งลดจำนวนที่นั่งลงเหลือ 24 ที่ ไม่มีห้องน้ำ ภายในติดตั้งคอมพิวเตอร์เอเซอร์ 24 ตัว ใช้ไว-ไฟในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เครือข่ายภายในรถใช้สายแลนปกติ ขณะใช้งานต้องติดเครื่องยนต์ต่อเนื่องเพื่อให้เครื่องปรับอากาศภายในรถทำงานตลอดเวลา โดยระบบคอมพิวเตอร์ภายในสามารถเสียบปลั้กไฟในอาคารได้ตามปกติ และการออกไปให้บริการของรถโมบายล์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 4-6 หมื่นบาท
"ช่วงแรกหลังจัดซื้อ รถไม่ได้ใช้งานบ่อย ออกเพียง 2-3 เที่ยวแล้วก็จอดทิ้งไว้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯเองก็ไม่ต้องการได้รถไว้เนื่องจากต้องดูแลเยอะ ออกช่วงวันเด็กแล้วก็จอดไว้ ออกทีซ่อมที บางครั้งเครื่องก็เสีย แอร์ก็เสีย"
สิ่งทื่เกิดขึ้นทำให้มหาวิทยาลัยดึงค่ายคอมพิวเตอร์พีซีอย่างเอเซอร์เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการ โดยสิ่งที่เอเซอร์ให้มี 3 ส่วน หนึ่งคือส่งบุคลากรมาอบรมให้ความรู้ สองคือช่วยดูแลซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์บนรถโมบายล์ สามคือสนับสนุนงบประมาณบางส่วน
สอนทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์
"การอบรมเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยฯช่วงแรกเน้นไปที่บุคลากรในมหาวิทยาลัยก่อนจะขยายออกไปสู่ชุมชน เรามองว่าการเรียกคนเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นยากแน่ จึงเริ่มยกคอมพิวเตอร์ใส่รถตู้ไปสอน แต่ก็ไปได้เพียงบางพื้นที่ซึ่งครอบคลุมประชาชนได้น้อย แต่เมื่อได้รถโมบายล์มา ก็ใช้วิธีนัดวัน ให้อบต.พื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมมือเรียนรู้ร่วมกัน" รองศาสตราจารย์ประยงค์ ฐิติธนานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผู้ดูแลโครงการเล่า
อาจารย์ประยงค์เล่าว่าราชภัฏอุบลฯนั้นผลิตบุคลากรไอทีมานาน 24 ปี มีคอมพิวเตอร์ที่ต้องดูแลกว่า 4,000 เครื่อง ท่ามกลางนักศึกษา 16,000 คน เล็งเห็นว่าระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้มีความซับซ้อน ดูแลรักษายาก จึงต้องการเน้นการสร้างบุคลากรด้านการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม การเรียนการสอนคอมพิวเตอร์บนรถจึงครอบคลุมในส่วนของฮาร์ดแวร์ด้วย
"การพัฒนาคนด้านซอฟต์แวร์เท่านั้นไม่พอ แต่ต้องเน้นซ่อมบำรุงด้วย ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2549 เราจึงลงมือสร้างคนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ควบคู่กัน ผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือ Technology Transfer Center ที่มหาวิทยาลัยตั้งขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ของการเรียนซ่อมฮาร์ดแวร์จะเกิดขึ้นในศูนย์แห่งนี้ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นการเรียนบนรถตู้ ซึ่งสามารถออกให้บริการด้วยกันกับรถโมบายล์ที่สอนการใช้งานซอฟต์แวร์เป็นหลัก"
อาจารย์เชื่อว่าการที่ประชาชนในพื้นที่มีความรู้เรื่องซ่อมบำรุง จะเป็นประโยชน์ในการลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่นในกรณีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯบริจาคคอมพิวเตอร์มือสองแก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หากบุคลากรในโรงเรียนนี้สามารถซ่อมบำรุงเครื่องได้ก็จะสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์เหล่าได้ต่อเนื่อง
อาจารย์ยอมรับว่าการเรียนซ่อมเครื่องบนรถนั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือให้คนที่เข้าอบรมสามารถตั้งเป็นร้านรับซ่อมในชุมชนของตัวเองได้ แต่เท่าที่ทำได้ในขณะนี้คือผู้เข้าอบรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูและอบต.นั้นสามารถดูแลองค์กรของตัวเองได้เท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นการพัฒนาค่อยเป็นค่อยไปจากเดิมที่ชาวบ้านมีทางเลือกเดียวคือต้องยกคอมพ์เสียใส่รถตู้เข้ามาซ่อมในตัวเมือง
งบฯน้อยไม่กลัว
อาจารย์ประยงค์ย้ำว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯไม่มีงบประมาณรองรับการอบรมทั้งหมด แต่มองว่าจะดำเนินการได้ 2 แนวทาง หนึ่งคือใช้งบบริการชุมชนของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ และงบประมาณของ อบต.ท้องถิ่น ซึ่งอาจมีการเจรจาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน ให้ท้องถิ่นเห็นความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องการซ่อมบำรุงหรือซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยกันรับค่าใช้จ่ายหากต้องการให้รถไปบริการ
"ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะดำเนินไปได้นานเพียงไรนั้นไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ แต่อยู่ที่ความตั้งใจมุ่งมั่นของชุมชน โดยจุดที่รถจะไปให้บริการจะอยู่ที่คำขอ ซึ่งลำดับการออกให้บริการจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของอบต."
อาจารย์บอกว่าการออกไปอบรมด้วยรถโมบายล์มีจำนวนเฉลี่ย 30 ครั้งต่อปี กระจายไปไม่ซ้ำพื้นที่ หลักสูตรที่อบรมแล้วแต่คำขอ หากอบรมเด็กประถมศึกษาจะเน้นการใช้งานพื้นฐาน-เล่นเกม หากเป็นประชาชนทั่วไปก็ใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ
"ถ้ากำหนดหลักสูตรตายตัวจะไม่ตรงความต้องการ คอร์สแรกๆที่เริ่มอบรมจะเน้นที่กลุ่มเทรนเนอร์ซึ่งมีพื้นฐานอยู่แล้วและสามารถนำไปถ่ายทอดต่อได้ เรียกว่าอบรมแม่ไก่ก่อน ช่วงแรกเราให้คนของเอซอร์เข้ามาอบรมอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ-อาชีวะท้องถิ่น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และคนจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว มาอบรมเข้มเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลักสูตร 10 วัน 60 ชั่วโมง มีการสอบและให้ใบประกาศนียบัตร จากนั้นจึงเริ่มอบรมแบบคอร์สกลางและพื้นฐาน"
ในรถจะมีบุคลากร 3 คน ได้แก่คนขับรถ Labboy และวิทยากร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯจะหมุนเวียนเปลี่ยนวิทยากรซึ่งเป็นครูในมหาวิทยาลัยไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สานต่องานในมหาวิทยาลัยได้โดยไม่กระทบงานประจำ
"ของแถมที่ครูเหล่านี้จะได้รับกลับมาคือ การเพิ่มประสบการณ์ในการสอน และการเห็นชุมชนอย่างใกล้ชิดจะทำให้รู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ครูที่ออกไปสอนจะมีการสรุปผลหลังจากเดินทางกลับมาแล้ว จุดนี้จะทำให้ครูรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองสอนนั้นมีความใหม่ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปหรือไม่"
เอเซอร์ยิ้มศูนย์บริการแกร่งขึ้น
นอกจากเอเซอร์จะติดตั้งคอมพิวเตอร์บนรถโมบายล์ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของอุบลราชธานีอย่าง "อุบลคอมพิวเตอร์" แล้ว ทางร้านยังส่งตัวแทนในนามเอเซอร์มาช่วยมหาวิทยาลัยอบรมการวิเคราะห์ซ่อม ถอด ประกอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กด้วย เอเซอร์ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นผลดีกับเอเซอร์เพราะสามารถเพิ่มกำลังคนที่มีความรู้เรื่องซ่อมบำรุงโน้ตบุ๊กแบรนด์เอเซอร์ในพื้นที่ได้ ซึ่งหากคนเหล่านี้หันมารับจ็อบออนไซต์เซอร์วิสให้เอเซอร์ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพเรื่องศูนย์ซ่อมของเอเซอร์แข็งแกร่งเกรียงไกรขึ้น
"หากบริการซ่อมของเอเซอร์ทำได้ง่ายและรวดเร็ว คนก็จะนิยม ภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ก็จะดีขึ้น ทุกอย่างก็จะต่อยอดไป" นายโสภณ ปานฉิม ผู้อำนวยการฝ่ายบริการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายประหยัด พวงแก้ว ผู้จัดการร้านอุบลคอมพิวเตอร์ ยอมรับว่าการสอนซ่อมบำรุงของมหาวิทยาลัยนั้นเกิดผลกระทบต่อธุรกิจให้บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากชาวบ้านมีความรู้ในการวิเคราะห์อาการเสียของเครื่องได้เอง
"ชาวบ้านดูเครื่องเองได้ กระทบรายได้เซอร์วิสก็จริง แต่เราก็ปรับกลยุทธ์ได้เช่นกัน ปีนี้เราจะเริ่มทำฮิวจ์เซอร์วิส ให้บริการซ่อมทุกยี่ห้อบนฐานลูกค้าเดิม"
ล่าสุด รถโมบายล์คันนี้เดินทางไปให้บริการที่อบต.หนองทันน้ำ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีราว 80 กิโลเมตร นายก อบต. ระบุว่า ศูนย์เรียนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้ตำบลหนองทันน้ำที่สุดคือศูนย์ในตำบลตระการพืชผล ซึ่งอยู่ห่างไปราว 30 กิโลเมตร โดยอบต.กำลังมีแผนจัดสร้างศูนย์อินเทอร์เน็ตตำบลสำหรับเยาวชนของตัวเองในปีนี้
แม้รถโมบายล์จะไม่ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เรียนคอมพิวเตอร์แบบต่อเนื่อง (รถมาสอนครั้งละ 1 วัน) สิ้นเปลืองน้ำมัน ใช้งบประมาณราคาแพง และดูแลรักษายุ่งยาก แต่อาจารย์ประยงค์เชื่อว่า รถโมบายล์นี้เป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถลดช่องว่างการใช้เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลได้จริง และหากมีผู้ใดถามความเห็นว่า จังหวัดห่างไกลแห่งอื่นควรจัดซื้อรถห้องเรียนคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้หรือไม่ อาจารย์ก็จะแนะนำให้ซื้อ
"การตั้งศูนย์ถาวรเป็นเรื่องดี แต่การเอารถออกไปก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะลดช่องว่างเทคโนโลยีได้ แล้วแต่กลุ่มเป้าหมาย ขอให้เริ่มทำ ยังไงก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ชาวบ้านที่อุบลฯตื่นตัวอยากเรียนรู้เทคโนโลยีกันมาก เชื่อว่าชาวบ้านในพื้นที่อื่นก็เช่นกัน"
Company Related Links :
Acer
Uboncom
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี



