ทีโอทีเชื่อการเป็น NSO ของไอพีสตาร์เป็นการลงทุนที่ยังมีโอกาสทำกำไร เพียงแต่ที่ผ่านมาด้วยเจตนาดีของผู้บริหารที่ต้องการทั้งขายส่งและขายปลีก อาจทำให้ตลาดสะดุด รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ยันหากปรับโครงสร้างธุรกิจและการตลาดไอพีสตาร์ใหม่ หากล้มเหลวด้านรายได้อีก ยกเลิกสัญญากับชินแซท ก็ยังไม่สาย ดีกว่ารีบร้อนเลิกสัญญาทำให้พลาดโอกาสทำกำไรในธุรกิจที่มีศักยภาพ
แหล่งข่าวจากบริษัท ทีโอที กล่าวว่าหากทีโอทียกเลิกสัญญาการเป็น NSO (National Service Operator) ไอพีสตาร์กับบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ก็จะทำให้สถานะของทีโอทีกลายเป็นคนขายปลีกหรือผู้ให้บริการเซอร์วิส โพรวายเดอร์ธรรมดา ทำให้ประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็น NSO หมดไปเช่น 1.การเป็น NSO ก็เหมือนการได้สิทธิผูกขาดในการเช่าช่องสัญญาณหรือความถี่จากไอพีสตาร์เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งทำให้ได้ค่าเช่าที่ถูกกว่า การเป็นเพียงเซอร์วิส โพรวายเดอร์ ในขณะที่ชินแซทก็สามารถเป็น NSO ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะมีไลเซ่นต์ที่สามารถให้บริการได้
2.ทีโอทีมองว่าธุรกิจไอพีสตาร์เป็น Business Opportunity มีศักยภาพในการทำกำไรจากการเป็น NSOโดยที่ทีโอทีแต่งตั้งเซอร์วิส โพรวายเดอร์หรือดีลเลอร์ 9 รายช่วยทำตลาด ซึ่งปัจจุบันมีแอ็คทีฟเพียง 5 รายคือบริษัท สามารถ, บริษัท อคิวเมนท์, บริษัท ฮาตาริ, บริษัท กสทโทรคมนาคมและบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ โดยที่หากทีโอทีขายปลีกเองจากแพคเกจบริการด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ ราคาตั้งแต่ 2 พันถึง 6 พันบาท เป็นต้นทุนค่าแบนด์วิธความถี่ไอพีสตาร์เพียง 400 ถึง 600 บาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นค่าอุปกรณ์ปลายทางและค่าบริการ ส่วนกรณีขายส่งผ่านดีลเลอร์หรือเซอร์วิสโพรวายเดอร์ ทีโอทีจะมีกำไรถึงเท่าตัว
3.การซื้อเหมาช่องสัญญาณไอพีสตาร์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยคอนเซ็ปต์ทางธุรกิจ จะแตกต่างจากธุรกิจซื้อมาขายไป ที่ต้องเห็นกำไรทันทีในปีแรก แต่ทีโอทีคาดการณ์ว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในปีที่ 3 และจะเริ่มทำกำไรหลังจากนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมที่ต้องลงทุนสูงในช่วงแรก ก่อนที่จะทำกำไรในช่วงถัดไป
สำหรับกรณีที่บอร์ดทีโอทีสั่งการให้ฝ่ายบริหารไปทบทวนโครงการเพิ่มศักยภาพโครงข่ายโทรคมนาคม ด้วยระบบเครือข่ายสื่อสารดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบสัญญาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไอพีสตาร์ระหว่างทีโอทีกับชินแซทเทลไลท์เพราะตามสัญญาทีโอทีต้องจ่ายค่าเช่าปีแรก 400 ล้านบาทแต่มีรายได้เพียง 200 ล้านบาทเท่านั้นโดยบอร์ดได้ให้ไปเจรจากับคู่สัญญาว่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าดาวเทียมไอพีสตาร์กับชินแซทฯหรือขอลดค่าเช่าลงได้หรือไม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับทีโอที เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าหลักที่ใช้บริการดาวเทียมไอพีสตาร์ คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 8,000 แห่งทั่วประเทศ
แหล่งข่าวกล่าวว่ารายได้ที่ยังไม่คุ้มกับต้นทุนค่าเช่าไอพีสตาร์เกิดขึ้นเพราะ 1.การที่ทีโอทีเป็นทั้งมาสเตอร์ดีลเลอร์และดีลเลอร์ ในเชิงธุรกิจเกิดความขัดแย้งกันเหมือนกับทีโอทีไปขายแข่งกับดีลเลอร์ตัวเอง ทั้งๆที่ทีโอทีควรทำหน้าที่ขายส่งอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีโอทีต้องการกำไรมาก, ต้องการให้พนักงานมีงานทำ และต้องการสร้างรายได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง เพียงแต่วิธีทำธุรกิจผิด เพราะทีโอทีเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้ขั้นตอนการจัดซื้ออุปกรณ์ปลายทางเกิดความล่าช้า ไม่ทันกับตลาด ในขณะที่เอกชนเมื่อไปสร้างโครงการต่างๆให้เกิดขึ้น แต่ทีโอทีกลับจะไปขายแข่งกับเอกชนที่เป็นดีลเลอร์ของตัวเอง ซึ่งทำให้ดีลเลอร์ไม่พอใจเพราะไม่สามารถแข่งกับทีโอทีได้เนื่องจากต้นทุนที่แตกต่างระหว่างมาสเตอร์ดีลเลอร์กับดีลเลอร์ ทำให้ตลาดไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น 2.ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการพร้อมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้งบประมาณต่างๆเกิดการชะลอและล่าช้าออกไป
“จริงๆชินแซทอยากให้ทีโอทีเป็นคนขายส่งช่องสัญญาณเท่านั้น แต่ทีโอทีเห็นโอกาสของการขายปลีกที่ทำกำไรมากกว่า และทำให้พนักงานมีงานทำ เพียงแต่วิธีการอาจจะไม่ถูกต้องกลายเป็นทีโอทีขายแข่งกับดีลเลอร์ตัวเอง ทำให้ตลาดไม่ขยายและไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น”
สำหรับสัญญาเช่าช่องสัญญาณไอพีสตาร์นั้น ทีโอทีจ่ายค่าเช่าเพียง 50% ของจำนวนแบนด์วิธที่เตรียมไว้รองรับกล่าวคือปีแรกจ่าย 400 ล้านบาท ปีที่ 2-7 จ่าย 475 ล้านบาท โดยที่หากตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว ทีโอทีก็ยังมีแบนด์วิธของไอพีสตาร์ไว้รองรับการใช้งานได้เพิ่มขึ้น โดยราคาที่ตกลงกันเป็นราคาที่เรียกว่า Pre-launch ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าหลังจากที่ดาวเทียมถูกยิงขึ้นห้วงอวกาศ และเป็นเรื่องปกติของธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร ที่ราคาช่องสัญญาณในแต่ละช่วงของขั้นตอนการส่งดาวเทียมจะมีความแตกต่างกัน โดยที่ชินแซทเคยขายราคาก่อนการสร้างดาวเทียมให้จีนด้วยซ้ำไป
“การที่บอกว่าชินแซทรอเซ็นสัญญากับทีโอทีก่อนค่อยยิงไอพีสตาร์ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนัก เพราะทีโอทีเจรจากับชินแซทล่วงหน้ามาเป็นปีแล้ว และราคาที่ทีโอทีได้ถือว่าเป็นราคาที่ดีมาก”
แหล่งข่าวกล่าวและย้ำว่าการยกเลิกสัญญาในปีแรกอาจเร็วเกินไป เพราะกลไกธุรกิจยังไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ หากทีโอทีกลับมาเป็นแค่คนขายส่งและช่วยสนับสนุนเอกชนที่เป็นเซอร์วิสโพรวายเดอร์ให้สร้างตลาดและทำตลาดอย่างเต็มที่ แล้วถ้ารายได้ยังเข้าเป้า ค่อยเลิกสัญญาก็ยังไม่สาย แต่หากเลิกสัญญาในขณะนี้อาจทำให้ทีโอทีเสียโอกาสในการทำธุรกิจที่มีศักยภาพในการทำกำไร
ในขณะที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่าทีโอทีจะต้องเร่งพิจารณาโครงการไอพีสตาร์อย่างรีบด่วนในประเด็นรายได้ที่พลาดเป้าเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าเช่าช่องสัญญาณ เพราะเป็น KPI ที่สำคัญในการประเมินผลการบริหารงานของดร.สมควร บรูมินเหนทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที
Company Related Links:
TOT
ICT
แหล่งข่าวจากบริษัท ทีโอที กล่าวว่าหากทีโอทียกเลิกสัญญาการเป็น NSO (National Service Operator) ไอพีสตาร์กับบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ก็จะทำให้สถานะของทีโอทีกลายเป็นคนขายปลีกหรือผู้ให้บริการเซอร์วิส โพรวายเดอร์ธรรมดา ทำให้ประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็น NSO หมดไปเช่น 1.การเป็น NSO ก็เหมือนการได้สิทธิผูกขาดในการเช่าช่องสัญญาณหรือความถี่จากไอพีสตาร์เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งทำให้ได้ค่าเช่าที่ถูกกว่า การเป็นเพียงเซอร์วิส โพรวายเดอร์ ในขณะที่ชินแซทก็สามารถเป็น NSO ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะมีไลเซ่นต์ที่สามารถให้บริการได้
2.ทีโอทีมองว่าธุรกิจไอพีสตาร์เป็น Business Opportunity มีศักยภาพในการทำกำไรจากการเป็น NSOโดยที่ทีโอทีแต่งตั้งเซอร์วิส โพรวายเดอร์หรือดีลเลอร์ 9 รายช่วยทำตลาด ซึ่งปัจจุบันมีแอ็คทีฟเพียง 5 รายคือบริษัท สามารถ, บริษัท อคิวเมนท์, บริษัท ฮาตาริ, บริษัท กสทโทรคมนาคมและบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ โดยที่หากทีโอทีขายปลีกเองจากแพคเกจบริการด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ ราคาตั้งแต่ 2 พันถึง 6 พันบาท เป็นต้นทุนค่าแบนด์วิธความถี่ไอพีสตาร์เพียง 400 ถึง 600 บาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นค่าอุปกรณ์ปลายทางและค่าบริการ ส่วนกรณีขายส่งผ่านดีลเลอร์หรือเซอร์วิสโพรวายเดอร์ ทีโอทีจะมีกำไรถึงเท่าตัว
3.การซื้อเหมาช่องสัญญาณไอพีสตาร์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยคอนเซ็ปต์ทางธุรกิจ จะแตกต่างจากธุรกิจซื้อมาขายไป ที่ต้องเห็นกำไรทันทีในปีแรก แต่ทีโอทีคาดการณ์ว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในปีที่ 3 และจะเริ่มทำกำไรหลังจากนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมที่ต้องลงทุนสูงในช่วงแรก ก่อนที่จะทำกำไรในช่วงถัดไป
สำหรับกรณีที่บอร์ดทีโอทีสั่งการให้ฝ่ายบริหารไปทบทวนโครงการเพิ่มศักยภาพโครงข่ายโทรคมนาคม ด้วยระบบเครือข่ายสื่อสารดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบสัญญาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไอพีสตาร์ระหว่างทีโอทีกับชินแซทเทลไลท์เพราะตามสัญญาทีโอทีต้องจ่ายค่าเช่าปีแรก 400 ล้านบาทแต่มีรายได้เพียง 200 ล้านบาทเท่านั้นโดยบอร์ดได้ให้ไปเจรจากับคู่สัญญาว่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าดาวเทียมไอพีสตาร์กับชินแซทฯหรือขอลดค่าเช่าลงได้หรือไม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับทีโอที เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าหลักที่ใช้บริการดาวเทียมไอพีสตาร์ คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 8,000 แห่งทั่วประเทศ
แหล่งข่าวกล่าวว่ารายได้ที่ยังไม่คุ้มกับต้นทุนค่าเช่าไอพีสตาร์เกิดขึ้นเพราะ 1.การที่ทีโอทีเป็นทั้งมาสเตอร์ดีลเลอร์และดีลเลอร์ ในเชิงธุรกิจเกิดความขัดแย้งกันเหมือนกับทีโอทีไปขายแข่งกับดีลเลอร์ตัวเอง ทั้งๆที่ทีโอทีควรทำหน้าที่ขายส่งอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีโอทีต้องการกำไรมาก, ต้องการให้พนักงานมีงานทำ และต้องการสร้างรายได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง เพียงแต่วิธีทำธุรกิจผิด เพราะทีโอทีเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้ขั้นตอนการจัดซื้ออุปกรณ์ปลายทางเกิดความล่าช้า ไม่ทันกับตลาด ในขณะที่เอกชนเมื่อไปสร้างโครงการต่างๆให้เกิดขึ้น แต่ทีโอทีกลับจะไปขายแข่งกับเอกชนที่เป็นดีลเลอร์ของตัวเอง ซึ่งทำให้ดีลเลอร์ไม่พอใจเพราะไม่สามารถแข่งกับทีโอทีได้เนื่องจากต้นทุนที่แตกต่างระหว่างมาสเตอร์ดีลเลอร์กับดีลเลอร์ ทำให้ตลาดไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น 2.ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการพร้อมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้งบประมาณต่างๆเกิดการชะลอและล่าช้าออกไป
“จริงๆชินแซทอยากให้ทีโอทีเป็นคนขายส่งช่องสัญญาณเท่านั้น แต่ทีโอทีเห็นโอกาสของการขายปลีกที่ทำกำไรมากกว่า และทำให้พนักงานมีงานทำ เพียงแต่วิธีการอาจจะไม่ถูกต้องกลายเป็นทีโอทีขายแข่งกับดีลเลอร์ตัวเอง ทำให้ตลาดไม่ขยายและไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น”
สำหรับสัญญาเช่าช่องสัญญาณไอพีสตาร์นั้น ทีโอทีจ่ายค่าเช่าเพียง 50% ของจำนวนแบนด์วิธที่เตรียมไว้รองรับกล่าวคือปีแรกจ่าย 400 ล้านบาท ปีที่ 2-7 จ่าย 475 ล้านบาท โดยที่หากตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว ทีโอทีก็ยังมีแบนด์วิธของไอพีสตาร์ไว้รองรับการใช้งานได้เพิ่มขึ้น โดยราคาที่ตกลงกันเป็นราคาที่เรียกว่า Pre-launch ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าหลังจากที่ดาวเทียมถูกยิงขึ้นห้วงอวกาศ และเป็นเรื่องปกติของธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร ที่ราคาช่องสัญญาณในแต่ละช่วงของขั้นตอนการส่งดาวเทียมจะมีความแตกต่างกัน โดยที่ชินแซทเคยขายราคาก่อนการสร้างดาวเทียมให้จีนด้วยซ้ำไป
“การที่บอกว่าชินแซทรอเซ็นสัญญากับทีโอทีก่อนค่อยยิงไอพีสตาร์ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนัก เพราะทีโอทีเจรจากับชินแซทล่วงหน้ามาเป็นปีแล้ว และราคาที่ทีโอทีได้ถือว่าเป็นราคาที่ดีมาก”
แหล่งข่าวกล่าวและย้ำว่าการยกเลิกสัญญาในปีแรกอาจเร็วเกินไป เพราะกลไกธุรกิจยังไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ หากทีโอทีกลับมาเป็นแค่คนขายส่งและช่วยสนับสนุนเอกชนที่เป็นเซอร์วิสโพรวายเดอร์ให้สร้างตลาดและทำตลาดอย่างเต็มที่ แล้วถ้ารายได้ยังเข้าเป้า ค่อยเลิกสัญญาก็ยังไม่สาย แต่หากเลิกสัญญาในขณะนี้อาจทำให้ทีโอทีเสียโอกาสในการทำธุรกิจที่มีศักยภาพในการทำกำไร
ในขณะที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่าทีโอทีจะต้องเร่งพิจารณาโครงการไอพีสตาร์อย่างรีบด่วนในประเด็นรายได้ที่พลาดเป้าเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าเช่าช่องสัญญาณ เพราะเป็น KPI ที่สำคัญในการประเมินผลการบริหารงานของดร.สมควร บรูมินเหนทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที
Company Related Links:
TOT
ICT


