จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวดำเนินคดีเกี่ยวกับข้อร้องเรียนมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งกำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าแบรนด์เนมที่ปรากฏในภาพข่าว จนมีพ่อค้าแม่ค้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการแบรนด์เนมออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสินค้าหลายชิ้นอาจเป็นของปลอม โดยเฉพาะกระเป๋าสีขาวที่มีลักษณะหูจับผิดรูปทรงจากที่ควรจะเป็น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พ ย.69 เวลา 16.50 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สถาบัน TCF (The Catch Fake Brandname School) จั้งอยู่ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เข้าพบ น.ส.สุนิสา เอกวิทยาเวชนุกูล หรือครูเจี๊ยบ ผู้บริหารสถาบันฯ เพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ครูเจี๊ยบ เปิดเผยว่า จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ พบว่าความคิดเห็นของชาวเน็ตส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่ากระเป๋าที่ปรากฏในภาพข่าวอาจเป็นของปลอม ซึ่งตรงกับความคิดเห็นของตนเองเช่นกัน เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากภาพเบื้องต้น ทั้งเงาของกระเป๋า รูปทรง และความสวยงามโดยรวม ยังไม่ค่อยมีลักษณะเหมือนสินค้าแท้ โดยเฉพาะกระเป๋าสีขาวหนัวจระเข้ ที่กำลังเป็นประเด็น ซึ่งสังเกตเห็นว่าหูจับมีลักษณะหักผิดรูปทรง ดูไม่สวยงาม
ส่วนกระเป๋าหนังจระเข้รุ่นหิมาลายา แบรนด์ Hermèsหากเป็นของแท้จะมีมูลค่าสูงประมาณ 3-5 ล้านบาท ขณะที่สินค้าลอกเลียนแบบที่ตนเคยพบเห็นมีราคาตั้งแต่หลักแสนบาท อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบสินค้าแบรนด์เนมจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นของแท้หรือของปลอม แต่จากประสบการณ์ในวงการแบรนด์เนมของตน มองว่าสินค้าบางใบที่ปรากฏในภาพ โดยเฉพาะแบรนด์ Hermès มีลักษณะที่น่าสงสัย และเกรดของสินค้าที่เห็นก็ไม่ใช่ระดับที่น่าใช้งานแม้จะเป็นของปลอม
ครูเจี๊ยบ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมของผู้ที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมปลอมว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกไม่ทราบว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นเป็นของปลอมและถูกหลอกขาย ส่วนกลุ่มที่สองทราบอยู่แล้วว่าเป็นของปลอม แต่เลือกนำมาใช้งานสลับกับของแท้ เช่น บางวันใช้กระเป๋าของแท้ บางวันใช้ของปลอม แต่สินค้าปลอมก็ควรมีคุณภาพหรือเกรดที่ใกล้เคียงกับของจริง ขณะที่สินค้าที่ปรากฏเป็นกระแสในขณะนี้ ตนมองว่าเป็นเกรดที่ไม่น่านำมาใช้งาน และบุคคลทั่วไปก็น่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้


