MGR Online - บช.ก.แถลงละเอียดยิบ! เปิดเส้นเงิน'มูลนิธิองค์ทำดี' พบงุบงิบใช้ส่วนตัวกว่า 70 เปอร์เซ็น 'บุ๋ม ปนัดดา' อ้างสับสนเบิกจ่ายเงิน -ส่วน 'ก๊อตสามี' โบ้ยทำตามคำสั่งเมีย
วันนี้ ( 7 พ.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมกันแถลงผลจับกุม นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6491/2569 ลงวันที่ 5 พ.ย.69 ข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” และ นายอธิป อนันทวรรณ หรือก๊อต อายุ 53 ปี สามี น.ส.ปนัดดา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6492/2569 ลงวันที่ 5 พ.ย.69 ข้อหา “ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” โดยจับกุม บุ๋ม ปนัดดาได้ที่บ้านพัก ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. ส่วน นายอธิป สามี จับกุมตัวได้บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปทุมธานี จุดที่ 1 บ้านพักหรู ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ นางสาวปนัดดาฯ ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถยนต์ตู้หรู Alphard, ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี่, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมุดบัญชีธนาคาร
จุดที่ 2 ที่ทำการมูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ของมูลนิธิฯ 5 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม, เอกสารต่างๆ, วัตถุคล้ายแท่งเงิน และฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด
จุดที่ 3 บ้านพักในพื้นที่ ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ตรวจยึดเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ใน จ.กระบี่ และ ภูเก็ต
จุดที่ 4 อาคารที่ตั้งมูลนิธิฯ เดิม ซอยรามอินทรา 23 เขตบางเขน กทม. ได้เข้าตรวจสอบพยานเอกสารและสถานที่ตั้งเดิมของมูลนิธิฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าได้รับการชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศล แก่ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ยากไร้ และปมพิพาทชายแดนไทยกัมพูชา แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการรับบริจาคอย่างแท้จริง จึงมาร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลพร้อมไล่ไทม์ไลน์การเปิดรับบริจาคเงินพบว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 น.ส.ปนัดดา มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเชิญชวนให้ประชาชนมาบริจาคเงิน โดยอ้างว่าจะนําเงินไปใช้ในสาธารณกุศล ให้บริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวชื่อ "องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ซึ่งบัญชีดังกล่าวเปิดไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ได้มีการสร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อ “องค์กรทําดี” และยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนมาบริจาคเงิน โดยใช้บัญชีเดิมในการรับเงินบริจาคชื่อ "องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี"
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม 2566 มีการจดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิองค์กรทําดี” หลังมียอดบริจาคเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในวันที่ 29 เมษายน 2565 มีการเปลี่ยนชื่อเพจจาก “องค์กรทําดี” เป็น “มูลนิธิองค์กรทําดี” แต่ยังเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีเดิมชื่อ “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 มีมติรับรองบัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ ในการรับบริจาคเงิน และในวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 มีการเปิดบัญชีชื่อ “มูลนิธิองค์กรทําดี“ ในการรับเงินบริจาคควบคู่กับบัญชีเดิม จากนั้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 มูลนิธิองค์กรทําดี มีการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคผ่านบัญชี “มูลนิธิองค์กรทําดี” โดยไม่ได้ยกเลิกบัญชีเดิมแต่อย่างใด
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่าในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 มีการเปิดบัญชีเพิ่มอีก 1 บัญชีซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวชื่อ “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ และยังคงใช้ทั้ง 3 บัญชีในการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชน จากการสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า บัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ มีผู้บริจาคเงินโอนเข้ามา ตั้งแต่ปี 2558 -2569 จํานวน 1,778,656 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท และมีเงินที่โอนมาจาก “มูลนิธิองค์กรทําดี“ อีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมเงินกว่า 700 ล้านบาท ก่อนจะมีการโอนเงินออกจํานวน 6,275 ครั้ง รวมเงินกว่า 688 ล้านบาท ถูกโอนไปที่บัญชีส่วนตัวของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 243 ล้านบาท ,นายอธิป,ช่างเอ๋,ซื้อกองทุน , แบรนด์เนม, จ่ายบัตรเครดิต, ถอนเป็นเงินสด และอื่น ๆ รวม 12 รายการ เป็นเงินประมาณ 520 ล้านบาท เหลือค้างในบัญชีประมาณ 7 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอกว่า ส่วนบัญชี “มูลนิธิองค์กรทําดี“ มีผู้โอนเงินบริจาคเข้ามา ตั้งแต่วันที่ 2565 - 2569 จํานวน 1,384,112 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 196 ล้านบาท และมีการโอนเงินออกไปที่บัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ จํานวน 25 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท และโอนออกจํานวน 87 ครั้ง เป็นเงินกว่า 95 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนไปที่บัญชีส่วนตัวของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 6 ล้านบาท ,นายอธิป ,ค่างวดบ้าน, ถอนเป็นเงินสด รวมเป็นเงินประมาณกว่า 51 ล้านบาท เหลือเงินค้างในบัญชีประมาณ 15.4 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวด้วยว่า สําหรับบัญชี “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ มีผู้บริจาคโอนเงินเข้ามาตั้งแต่วันที่ ปี2568 - 2569 จํานวน 60,889 ครั้ง เป็นเงินกว่า 9.4 ล้านบาท และมีเงินโอนมาจากบัญชี “องค์กรทําดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี“ จํานวน 131 ครั้ง เป็นเงินกว่า 17 ล้านบาท และเงินถูกโอนออกไปจํานวนจํานวน 51 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 15.5 ล้านบาท โดยเงินดังกล่าวถูกโอนไปที่บัญชี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จํานวน 12.8 ล้านบาท , นายอธิป และ นักธุรกิจใน จ.เชียงใหม่ รวม 14.3 ล้านบาท เหลือเงินค้างในบัญชีประมาณ 11 ล้านบาท
เมื่อรวม 3 บัญชีพบว่ามีการโอนเงินบริจาคเข้ามารวมกว่า 3.2 ล้านครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 815 ล้านบาท
"พบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชี บุ๋ม ปนัดดา 243 ล้านบาท ,โอนให้ก๊อต อธิป สามี 99 ล้านบาท โอนไปชำระค่าบัตรเครดิตของ บุ๋ม 19 ล้าน โอนให้พ่อของ บุ๋ม ปนัดดา 4.6 ล้านบาท โอนซื้อประกันชีวิต 10 ล้านบาท โดยบุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้รับผลประโยชน์ โอนเงินไปซื้อ กองทุน 24 ล้านบาท และโอนไปซื้อเครื่องประดับ ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 2.7 ล้านบาทและเงินโอนให้หนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิเป็นเงิน 36 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะต้องสืบสวนขยายต่อไป" ผบก.ปอศ.กล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนของนายอธิป สามี บุ๋ม ปนัดดา เบื้องต้นพบว่ายังไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปเข้าข่ายในเรื่องของการฉ้อโกงประชาชน แต่มีพฤติกรรมโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือรับโอนเงิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งจากการสอบสวน บุ๋ม ปนัดดา ผู้ต้องหารายแรก ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพในข้อเท็จจริงว่า ตัวเองเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่อ้างว่ามีความสับสนในการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากธุรกรรมที่ต้องทำมีเป็นจำนวนมาก ส่วนนายอธิปให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่า ธุรกรรมที่ทำไปเป็นการทำโดยเชื่อตามคำสั่งของ บุ๋มปนัดดา แต่ขณะเดียวกันพฤติกรรมการสืบสวนสอบสวน พบว่า ทั้งสองท่านมีพฤติกรรมอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ทั้งพฤตินัยและนิตินัย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า พฤติการณ์ที่ตรวจพบในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการนำเงินไปก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ต้องหาอาจอ้างว่าไม่ทราบว่าเงินที่โอนไปนั้นมาจากไหน และอ้างว่านายอธิป หรือก๊อต เป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินให้ช่างเอ๋ ซึ่งเป็นช่างที่รับงานก่อสร้าง แต่จากการสืบสวนพบรูปแบบการโอนเงินที่บ่งชี้ว่านางปนัดดารับทราบเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้การก่อสร้างที่พักอาศัยระหว่างผู้จ้างกับผู้รับเหมาก่อสร้าง จะต้องมีการทำสัญญาว่าจ้าง ระบุถึงรายละเอียดและการจ่ายเงินค่าจ้าง ซึ่งตำรวจพบว่าเส้นเงินได้ออกจากจากบัญชีมูลนิธิ บัญชีส่วนตัวของนางปนัดดา และบัญชีที่รับเงินบริจาค ไปยังช่างเอ๋รวมกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ และเมื่อมีการถอนเงินกลับออกมา ยังพบว่ามีการโอนเงินย้อนกลับไปยังบัญชีของ ก๊อต เกือบ 50 ล้านบาท รวมถึงมีเงินบางส่วนโอนย้อนกลับไปยังบัญชีของนางปนัดดาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์ในลักษณะคล้ายกันกับการก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ที่คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี เพียงแต่เปลี่ยนจากช่างเอ๋เป็นช่างรายอื่น โดยตำรวจพบว่ามีการโอนเงินเกินกว่าข้อตกลง และมีเงินบางส่วนไหลย้อนกลับมาหากลุ่มผู้ต้องหา
"ตำรวจมองว่านี่อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำเงินออกจากบัญชีรับบริจาค นอกเหนือจากการโอนเข้าบัญชีส่วนตัว การนำไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ และการนำไปลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดว่ามีการโอนผ่านบัญชีใดบ้าง ขอสงวนไว้เป็นข้อมูลในสำนวนสอบสวน" ผบก.ปอศ.กล่าว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องหาชี้แจงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการโอนเงินก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถอ้างได้ แต่ตำรวจยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนที่จะดำเนินคดี คือข้อมูลการทำธุรกรรมจำนวนมากถึงหลักร้อยครั้งต่อปี และมีการส่ง SMS แจ้งเตือนธุรกรรมไปยังโทรศัพท์ของนางปนัดดาทุกครั้ง ดังนั้นแม้จะอ้างว่าไม่ทราบ พนักงานสอบสวนก็ต้องรับฟังไว้ แต่จะเชื่อหรือไม่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วย ส่วนขั้นตอนการบริจาคเงินและการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ยืนยันว่าพยานหลักฐานที่พบว่า นางสาวปนัดดาน้ำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัวกว่า 70%
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ นางสาวปนัดดาได้มีการยื่นภาษีต่อกรมสรรพากรเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงปี 2567–2568 เป็นช่วงที่มียอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแต่ละปีมีเงินเข้ามาในระดับประมาณ 200–300 ล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบถึงเหตุผลที่ไม่มีการรายงานข้อมูลภาษี
"พฤติการณ์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลอุบายที่น่าสงสัยว่ามูลนิธิอาจไม่ได้มีเจตนาดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน ส่วนกรณีที่พบว่า มีการนำเงินของบัญชีมูลนิธิไปใช้ส่วนตัวตั้งแต่ปี 2558 นั้นยืนยันว่า การเบิกจ่ายสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้ว่าจะมีการเบิกเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นคนชี้แจง ว่านำเงินไปใช้ทำอะไร รวมทั้งในเรื่องของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม และการโยกย้ายเงิน แต่ยังไม่ยืนยันว่าเอามาใช้ส่วนตัวตั้งแต่เปิดบัญชีหรือไม่ แต่ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน" ผบก.ปอศ.กล่าว
ผบก.ปอศ.กล่าวด้วยว่า ส่วนการทำธุรกรรมของมูลนิธิตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการทำธุรกรรม 3.2 ล้านครั้ง รวมประมาณ 815 ล้านบาท มีเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 527 ล้านบาท และเงินที่ใช้ในกิจการมูลนิธิจริ ๆ อาจเหลือประมาณ 280 กว่าล้าน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ยืนยันตัวเลขเงินที่ถูกนำออกจากบัญชีประมาณ 527 ล้านบาท แต่ขอเวลาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นยอดประมาณการจากการสืบสวนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 4–5 เดือน
เมื่อถามว่าคดีนี้ใครเป็นผู้บงการใหญ่ หรือ Last Boss พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่จริงๆ แล้วไม่มีการแบ่งว่าใครเป็น Last Boss เพราะทุกคนที่รับเงินถือเป็นผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงจะต้องมีการขยายผลกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีที่มีการลบโพสต์เปิดรับบริจาค พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว ก่อนที่เพจจะหายไป จึงไม่มีผลต่อการเก็บพยานหลักฐานที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งแอดมินเพจก็ได้เรียกสอบแล้ว
"ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกรณีที่มีการเบิกเงินสด และนำไปใช้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินดังกล่าวไปใช้กับอะไร ซึ่งในคดีนี้ทางตำรวจยืนยันว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างชัดเจน ไม่ใช่กรณีที่ผู้ต้องหาถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้านก่อน แล้วจึงนำเงินสดไปซื้อภายหลัง ดังนั้นจึงมองว่าการตรวจสอบเส้นทางเงินในส่วนนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน และสามารถแยกแยะได้ว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินมาจากแหล่งใด" ผบก.ปอศ.กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวว่า อยากฝากถึงมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีเจตนาทำความดีและช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังใจของมูลนิธิเหล่านั้น และยังสามารถดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้ หากมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่คิดจะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อหลอกลวงประชาชน ขออย่าทำ เพราะไม่ควรนำความศรัทธาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ และไม่ว่าจะทำอะไรไว้ สักวันความจริงก็จะปรากฏ
พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังฝากเตือนประชาชนที่มีจิตศรัทธาและต้องการช่วยเหลือผู้อื่นว่า การบริจาคเงินให้มูลนิธิเป็นสิ่งที่ดี ไม่อยากให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นหรือหยุดบริจาคเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามูลนิธิที่บริจาคให้มีความจริงใจและดำเนินงานอย่างถูกต้องหรือไม่ พร้อมฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นนายทะเบียน กรมสรรพากร ธนาคาร และหน่วยงานอื่น ๆ หากพบความผิดปกติควรส่งข้อมูลให้ตำรวจตรวจสอบรวมถึงประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริจาคหรือไม่ได้บริจาค แต่เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดมูลนิธิและพบเห็นพฤติกรรมผิดปกติ ก็ควรให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะหากไม่มีใครตรวจสอบเป็นเวลานาน อาจเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นได้ โดยเฉพาะกรณีที่บางคนอาจไม่กล้าตรวจสอบเพราะเห็นว่ามูลนิธิมีชื่อเสียง จึงเลือกที่จะปล่อยผ่าน จนทำให้เกิดปัญหาตามมา
"การทำความดีเป็นสิ่งที่ดีและไม่ควรเสียกำลังใจ แต่หากใครทำไม่ดีหรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็จะต้องถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะทำงานอย่างมืออาชีพ เป็นกลาง และเคียงข้างประชาชน"พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าว


